วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
ราคาหุ้นกับเป้าหมายของผู้บริหาร
| อยากบอกผู้เขียน: |
วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
ลูกไล่
สมมติว่าผู้ดำเนินรายการข่าวท่านนี้ชื่อ "คุณต้อน" แล้วกันนะครับ คุณต้อนเป็นคนที่มีความสามารถในการนำเสนอข่าวและดึงความสนใจจากผู้ชมทางทีวี ความนิยมของคุณต้อนจึงพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เรื่องไหนที่เขาหยิบยกขึ้นมาจะได้รับความสนใจจากสื่ออื่นตามไปด้วย หลายครั้งมีคดีที่ทำท่าจะถูกดองเพราะไปเหยียบเท้าคนใหญ่คนโต แต่พอคุณต้อนยกขึ้นมาตีข่าวปุ๊บ คดีที่เคยรอๆ ก็วิ่งจู๊ดทันใจในพริบตาเดียวและความยุติธรรมก็บังเกิด...
ทว่ามีข้อดีก็ต้องมีข้อเสียเช่นกัน แนวทาง "ถึงลูกถึงคน" ของคุณต้อน ไม่ใช่แค่เพียงไล่ต้อนผู้ถูกสัมภาษณ์จนสะใจคนดูเท่านั้น แต่ยังมีการดุหรือเอ็ดผู้ช่วยของตัวเองกลางรายการ จนทำให้ผู้ร่วมงานรู้สึกเสียหน้าหลายครั้ง หลายคนบอกว่าหลังๆ ไม่ค่อยชอบดูรายการของคุณต้อนแล้วเพราะเยิ่นเย้อ ชอบเล่นข่าวชาวบ้านๆ มากเกินไป และมักปฏิบัติกับผู้ร่วมงานเหมือนกับเป็น "ลูกไล่"
ในความเป็นจริงไม่มีใครอยากเป็นลูกไล่ใคร โดยเฉพาะในสภาพสังคมปัจจุบันที่ทุกคนต่างรู้สึกว่าตัวเองเท่าเทียมกับคนอื่นๆ ถึงแม้ในการทำงานตามองค์กรต่างๆ ก็เชื่อว่าลูกน้องก็อยากได้รับการปฏิบัติที่ดีจากหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานเช่นกัน ไม่ต้องยกยอปอปั้นเกินจริง ไม่ต้องประเคนเงินรางวัลให้ และอย่ามา "ตบหัวแล้วลูบหลัง" เพราะการสบายหลังไม่ได้ช่วยให้หายเจ็บหัว
ต่อเนื่องมาถึงด้านการตลาด ผมเห็นว่าการตกเป็นลูกไล่นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับกรณีเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้ากับลูกน้องเท่านั้น แต่ในแง่ของธุรกิจบริการเองบางครั้งบริษัทก็ยอมให้พนักงานของตัวเองตกเป็นลูกไล่ของลูกค้า ด้วยคิดว่าลูกค้าสำคัญที่สุดอย่างที่บางคนบอกว่า "ลูกค้าคือพระเจ้า"
อาจจะจริงอยู่ว่าลูกค้าเป็นแหล่งขุมทรัพย์ของกิจการและเป็นคนที่ทำเงินให้กิจการ แต่ถ้าถามลูกค้าส่วนใหญ่ว่าต้องการให้พนักงานมากราบกรานหรือไม่ ...คำตอบคือ ไม่! โดยเฉพาะถ้าเราทราบว่าการกราบกรานหรือนอบน้อมนั้นมีจุดประสงค์อยู่ที่เงินในกระเป๋าพวกเรา มันไม่จริงใจครับ
สิ่งที่ลูกค้าพึงได้รับคือการปฏิบัติอย่างให้เกียรติตามสมควร ยุติธรรม และจริงใจ แต่ไม่จำเป็นต้องมาสปอยล์จนกลายเป็นว่า "ถ้าชั้นอยากได้ต้องได้ ถึงชั้นจะผิดหรือเหยียดหยามแกแค่ไหนก็ต้องยอมชั้นเพราะว่าชั้นเป็นลูกค้า"
ผมเชื่อว่ากิจการใดเอาใจใส่แต่เฉพาะด้านลูกค้าและละเลยลูกจ้างของตัวเอง ลูกจ้างจะตกอยู่ในฐานะ "ลูกไล่" แต่ตอบโต้หรือระบายออกไปไม่ได้ สุดท้ายเขาก็ไม่อยู่กับบริษัทนี้ สิ่งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการคือทำอย่างไรจึงจะรักษาสมดุลไว้ให้ได้ อย่าลืมว่าถ้ามีแต่ลูกค้า ไม่มีพนักงาน หรือมีแต่พนักงานที่ไม่มีความสุข แล้วคุณจะขายของได้อย่างไร
สุดท้ายแล้วคุณจะเหลือแต่พนักงานเฮงซวย ไว้คอยบริการลูกค้าเฮงซวย กิจการของคุณเองก็เลย......ไปด้วย (เติมคำเอาเอง)
| อยากบอกผู้เขียน: |
วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
เวลาเราเข้าทำงานกับบริษัทใดๆ เราก็จะได้เงินเดือนใช่มั๊ยครับ แต่นั่นไม่ใช่ผลประโยชน์เพียงอย่างเดียวที่เราได้ เพราะบริษัทส่วนมากก็จะมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เราอีกด้วย ไอเดียเริ่มต้นคือบริษัทต้องการให้พนักงานเก็บเงินไว้ใช้ในยามเกษียณ จึงตั้งกองทุนขึ้นมาเรียกว่า "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ" แล้วมันคืออะไร มีข้อดียังไง?
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็คล้ายกับกองทุนรวมนั่นแหละ เพียงแต่มันไม่ได้เปิดกว้างให้ใครๆ เข้ามาร่วมวง แต่จำเพาะต้องเป็นพนักงานของบริษัทนั้นๆ เมื่อเงินเดือนเราออก นายจ้างก็จะหักเงินเราไปส่วนหนึ่ง่สมมติว่า 3% เราเรียกเงินก้อนนี้ว่า "เงินสะสม" เพราะมันเป็นเงินเราเองที่สะสมไว้ใช้ยามแก่ (ถึงแม้คนบีบคอหักเงินไปจะเป็นนายจ้างก็ตาม)
ในฝ่ายนายจ้างก็จะควักเงินของเขาอีกส่วนหนึ่งมาใส่เข้าไปด้วย นัยว่าเป็นรางวัลหรือแรงจูงใจให้พนักงานสมมติว่า 5% เงินตรงนี้ คือ "เงินสมทบ" ซึ่งกฎหมายระบุไว้ว่านายจ้างต้องสมทบไม่ต่ำกว่าที่หักจากเราไป นั่นคือ สัดส่วนของเงินสมทบต้องไม่น้อยกว่าเงินสะสม ลูกจ้างก็เฮสิครับ
ตัวอย่างเช่น ผมยอมให้นายจ้างหักเงินของผมไป 3% จากเงินเดือน 10,000 บาท ก็จะเท่ากับ 300 บาท ในขณะเดียวกันฝ่ายนายจ้างก็จะควักกระเป๋ามาสมทบกับผมด้วย 500 บาท รวมสองส่วนกลายเป็นเงิน "ของผม" 800 บาท ว้าว! จ่ายเอง 300 แต่กลายเป็น 800 แน่ะ
ถ้าพูดในแง่ผลตอบแทน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แต้มต่อกับลูกจ้างอย่างเราๆ มาก เพราะเท่ากับลงเงินปุ๊บก็ได้กำไรทันที (ตามตัวอย่างนี้ผมได้กำไรมาฟรีๆ ทันที 500 บาทจากเงินลงทุนของผมเอง 300 บาท คิดเป็นกำไรทันทีทันใด 167% หาที่ไหนได้อีก) ดังนั้นถ้าบริษัทที่ท่านทำงานอยู่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็จงใช้สิทธิประโยชน์นั้นเถอะครับ
แต่ก่อนที่จะดีใจมากไปกว่านี้ มีจุดที่เราๆ ท่านๆ ควรทราบอยู่หน่อยนึง คือ
- เงินสะสมนั้นเป็นของเราแน่นอน แต่เงินสมทบจากนายจ้างนั้นมีเงื่อนไข เป็นต้นว่าต้องทำงานไม่ต่ำกว่า 5 ปีจึงจะได้เงินส่วนนี้ หากใครลาออกก่อน 5 ปีก็จะไม่ได้เงินในส่วนของนายจ้างนี้
- ในการลงทุนกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เรามักเลือกสัดส่วนการลงทุนตามใจเราไม่ค่อยได้ เป็นต้นว่าตอนนี้หุ้นกำลังสดใส อยากลงหุ้นเยอะๆ ผ่านไปครึ่งปีหุ้นแพงแล้วอยากเปลี่ยนกลับมาลงทุนอย่างอื่น อะไรแบบนี้มักไม่ค่อยได้ครับ เพราะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมักเปิดโอกาสให้เราปรับแผนได้แค่ปีละครั้ง เผลอๆ บางกองไม่มีให้เลือกด้วยซ้ำ
- เวลาที่เราลาออกจากงานก่อนอายุ 55 ปี จะต้องเสียภาษีด้วย การคำนวณภาษีสำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของคนที่ทำงานมาเกิน 5 ปีขึ้นไปเป็นดังนี้ครับ
เงินได้พึงประเมิน = {เงินทั้งหมดจากกองทุน - เงินที่เราจ่ายสะสม - (7000 x อายุงาน)} x 50%
ตัวอย่างเช่น ผมทำงานมา 6 ปี เมื่อลาออกก็ได้เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจ่ายเช็คมา 300,000 บาท ซึ่งแบ่งเป็นเงินที่ผมจ่ายสะสมเองรวม 120,000 บาท และเป็นเงินที่นายจ้างจ่าย 150,000 บาท อีก 30,000 บาทเป็นผลกำไรที่งอกเงยขึ้นจากการที่กองทุนฯ เอาเงินไปลงทุน
เงินได้พึงประเมินของผมจะเท่ากับ {300000 - 120000 - (7000 x 6)} x 50% = 69,000 บาท
จากนั้นนำไปคิดภาษีตามอัตราก้าวหน้าในเว็บของ ThaiPVD.com ในหัวข้อ "โปรแกรมคำนวณภาษี" สำหรับตัวอย่างนี้ผมจะต้องเสียภาษีในอัตรา 5% ซึ่งจะเท่ากับ 3,450 บาท อ้อ! เขาไม่มียกเว้น 150,000 บาทแรกเหมือนเวลาเรายื่นแบบ ภงด. ตามปกตินะครับ
สำหรับคนที่ไม่ได้ทำงานประจำก็อย่าเสียใจไป ไม่มีใครสมทบให้เรา เราก็เก็บออมของเราเองได้โดยการไปซื้อ "กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ" หรือ Retirement Mutual Fund (RMF) นั่นเอง ไอเดียเดียวกันเลย คือ เก็บเงินไว้สำหรับใช้จ่ายในยามชรา เสียแต่ไม่มีคนช่วยสมทบเท่านั้นเอง