วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

จิบกาแฟสอนหุ้น


หากได้ยินว่า "จิบกาแฟเล่นหุ้น" เราก็มักจินตนาการไปถึงการนั่งละเลียดจิบกาแฟอย่างรื่นรมย์ ในบรรยากาศร้านกาแฟที่หอมกรุ่นและผ่อนคลาย มือหนึ่งถือแก้วกาแฟ มือหนึ่งจิ้มโน้ตบุ๊กหรือแท็ปเล็ต และบนหน้าจอก็มีราคาหุ้นเขียวๆ แดงๆ กระพริบสลับกันไปมา...




คงต้องขออภัย เพราะผมไม่ได้มีเจตนาจะชักชวนหรือชี้นำให้ใครออกมาใช้ชีวิตอย่างเพ้อฝันแบบนั้น ผมไม่ได้บอกว่ามันเป็นไปไม่ได้นะครับ เพียงแต่โดยมากแล้วจินตนาการของเรามักจะ "ดีเกินจริง" และนักเทรดที่เป็นมืออาชีพจริงๆ ก็ต้องผ่านการฝึกฝนและค้นคว้ามาอย่างหนัก ไม่ใช่โผล่มาถึงก็ชิลล์เลย แล้วไปนั่งเทรดขำๆ อยู่ตามร้านกาแฟ

ในเมื่อจั่วหัวเอาไว้ว่า "จิบกาแฟสอนหุ้น" ไม่ใช่ "เล่นหุ้น" เพราะงั้นเราก็มาเรียนรู้เรื่องหุ้นจากกาแฟ และเรียนรู้เรื่องกาแฟจากหุ้น ส่วนใครฟังเสร็จแล้วอยากไปเล่นหุ้น อันนั้นก็ไม่ว่ากันครับ


กาแฟเจ้าประจำ


กาแฟเจ้าประจำของหลายๆ ท่านอาจเป็นร้านชื่อดังที่ใช้หลอดกาแฟสีเขียว บรรยากาศดี มีบาริสต้ารู้ใจ และพร้อมที่จะเข้าใจภาษาแปลกๆ ของท่าน เป็นต้นว่า "ควอด ใส่วานิลลาสองช็อต ฮาเซิลนัทแบบชูการ์ฟรีหนึ่งกับอีกเศษหนึ่งส่วนสี่ช็อต ริสเทร็ตโต้ลาเต้ใส่นมถั่วเหลืองเศษหนึ่งส่วนสี่ช็อต ใส่นมปลอดมันเนยครึ่งหนึ่ง นมออร์แกนิกเศษหนึ่งส่วนสี่ ร้อนมากเป็นพิเศษ ใส่น้ำแข็งสามก้อน และใส่วิปครีมด้วย"

คนที่ไม่ใช่คอกาแฟอาจเกาหัว แล้วพานคิดไปว่าทั้งลูกค้าและบาริสต้า (คนชงกาแฟ) เป็นมนุษย์ต่างดาวที่กำลังคุยกันเหมือนในหนังเรื่อง Men in Black แต่ที่จริงแล้วนี่เป็น "รายละเอียด" ที่อยู่ในเครื่องดื่ม 1 แก้ว ซึ่งผมหยิบยกมาจากหนังสือ พลังแห่งความสำเร็จสตาร์บัคส์

ผมมองว่าตัวเองโชคดีที่เป็นคนชอบอะไรธรรมดาๆ เลยไม่ต้องสรรหากาแฟที่มีรายละเอียดมากมายขนาดนั้น เพียงแค่กาแฟสำเร็จรูป "เจ้าประจำ" ก็รสชาติดีและหอมอร่อยเพียงพอแล้ว

แต่เรื่องราวยุ่งยากก็เริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อผมพบว่า กาแฟช่องเขา เจ้าประจำที่ผมซื้อมันขึ้นราคา

หากเราซื้อของบางอย่างเป็นประจำก็จะจดจำได้ว่ามันมีราคาเท่าไหร่ และเมื่อมันขึ้นราคา เราก็ย่อมจะรู้ได้ในทันที

เรื่องนี้คล้ายคลึงกับการซื้อหุ้น ถ้าเราเป็นแฟนประจำของหุ้นบางตัว เราก็ย่อมจะจำได้ว่าหุ้นตัวนี้ปกติซื้อขายกันอยู่ที่ราคาเท่าไหร่ และเมื่อราคาเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างผิดสังเกต เราก็อาจเข้าไปเช็คดูว่าเกิดอะไรขึ้น ยิ่งถ้าเราเป็นแฟนประจำที่ไม่เพียงซื้อๆ ขายๆ หุ้นเพื่อทำกำไรแบบฉาบฉวย แต่ว่ารู้จักตัวกิจการเป็นอย่างดี เราก็จะสามารถฉกฉวยประโยชน์ที่เกิดจากการตีความผิดๆ ของนักลงทุนได้

ตัวอย่างเช่น ผู้บริหารแพลมออกมาว่าบริษัทจะมีกำไรเพิ่มขึ้นมาก นักลงทุนจึงพากันเข้าไปไล่ซื้อจนหุ้นมีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งที่จริงหากเช็คดูให้ลึกๆ ก็จะรู้ว่ากำไรที่เพิ่มขึ้นเกิดจากการขายบริษัทย่อยแห่งหนึ่งออกไป กำไรที่น่าจะเยอะนี้จึงเป็นกำไรพิเศษที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว และถ้าคิดให้ดี ในไตรมาสหน้าหรือปีหน้า บริษัทก็จะไม่สามารถรับรู้กำไรที่เกิดขึ้นจากบริษัทย่อยแห่งนั้นได้อีกแล้ว (เพราะว่าขายไปเรียบร้อยแล้ว)

นักลงทุนที่ฉลาดจึงไม่เพียงแต่หักกำไรพิเศษนี้ออกไป แต่ยังคิดไปข้างหน้าด้วยว่า บริษัทย่อยที่หายไปนี้จะกระทบกับกำไรของบริษัทมากน้อยแค่ไหน หากพิจารณาดูแล้วกำไรในอนาคตมีแววว่าจะสวนทางกับราคาหุ้นในปัจจุบัน มันก็อาจเป็นโอกาสขายที่ดีก็เป็นได้ ... นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการที่เราเป็นแฟนประจำของหุ้นตัวหนึ่ง และมองไปให้ไกลกว่าคนอื่นก้าวหนึ่ง


มองหาส่วนลด มองหายี่ห้อใหม่


ย้อนกลับมาที่กาแฟช่องเขา ทางออกแรกที่ผมคิดได้ก็คือ ลองเช็คราคาดูว่า มันขึ้นราคาเฉพาะห้างที่ผมซื้อหรือไม่ หรือว่าขึ้นราคาทุกห้าง หากมีห้างไหนที่ยังไม่ปรับราคา ผมก็อาจเข้าไปซื้อกาแฟนี้มาตุนไว้ก่อนที่มันจะปรับขึ้นราคา นี่คือการมองหาส่วนลด

โชคร้ายที่ผมพบว่า ทุกห้างที่ไปสำรวจต่างก็ขายกาแฟนี้ในราคาแพงกว่าที่ผมเคยซื้อ ดังนั้นผมจึงเริ่มคิดถึงการเปลี่ยนไปลิ้มลองกาแฟยี่ห้ออื่นดูบ้าง เผื่อว่าจะมีรสชาติดีและราคาไม่แพง

หลังจากตระเวนดื่มกาแฟมาหลายยี่ห้อ ผมก็พบว่าการเปลี่ยนตัวกาแฟทำให้ส่วนผสมน้ำตาลและครีมที่เคยเซ็ตไว้ "ลงตัว" กลับกลายเป็นต้องทดลองกันใหม่ และถึงแม้จะปรับจนดีที่สุดแล้ว แต่ก็ยังสู้กาแฟช่องเขาเจ้าเดิมไม่ได้อยู่ดี เรื่องนี้ทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ว่า "จะเสียเวลากินกาแฟไม่อร่อยอยู่เป็นเดือนๆ ทำไมเนี่ย?!"

โลกของหุ้นและกาแฟอาจไม่เหมือนกันเสียทีเดียว แต่ที่แน่ๆ การมองหา "ส่วนลด" เป็นสิ่งที่ง่ายกว่าการมองหา "ยี่ห้อใหม่"

ในมุมของกาแฟ การแวะเวียนไปเช็คราคาบ่อยๆ ก็ทำให้ผมรู้ว่า มีบางครั้งเหมือนกันที่ห้างจะลดราคากาแฟช่องเขา และเป็นโอกาสให้ผมได้ซื้อของถูกใจในราคาลด โอเค มันอาจไม่ต่ำเท่ากับที่เคยซื้อได้ในอดีต แต่มันก็ทำให้ผมมีกาแฟอร่อยๆ ดื่ม ซึ่งคิดดูแล้วก็ง่ายกว่าการทดลองกาแฟยี่ห้อใหม่เรื่อยไป

นอกจากนี้เมื่อนึกย้อนดู บางทีผมอาจหลอกตัวเองอยู่ก็ได้ เพราะกาแฟยี่ห้อใหม่ก็อาจปรับราคาขึ้นมาแล้วเหมือนกัน เพียงแต่ผมไม่รู้ เพราะไม่เคยได้ติดตาม

ในส่วนของหุ้นนั้น หากเราเรียนรู้ตัวธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ไม่เปลี่ยนตัวหุ้นบ่อยๆ เราก็มีโอกาสที่จะเห็น "ส่วนลด" ในระดับที่น่าพอใจ และกล้าที่จะลงมือซื้อหุ้นด้วยความเชื่อมั่น กล่าวได้ว่าการยึดมั่นอยู่กับ "ยี่ห้อเดิม" ช่วยทำให้การมองหาส่วนลดเป็นเรื่องง่ายขึ้น


ย้ำส่งท้าย อย่าเข้าใจผิด


แน่นอน นี่ไม่ได้หมายความว่าห้ามเปลี่ยนตัวหุ้น เพียงแต่เราจะไม่เปลี่ยนบ่อยๆ และในทำนองเดียวกัน การรอซื้อหุ้นที่มีส่วนลดก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องรอซื้อหุ้นราคาเดิมที่เคยซื้อเมื่อสองปีที่แล้ว

นักลงทุนควรรู้ว่า "มูลค่า" ของหุ้นเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา เพราะฉะนั้นส่วนลดก็ย่อมเปลี่ยนไปตามเวลาเช่นกัน ราคาหุ้น 20 บาทอาจถือเป็นราคาที่มีส่วนลดแจ่มแจ๋วเมื่อสองปีที่แล้ว แต่พอถึง พ.ศ. นี้ ราคาหุ้น 28 บาทก็อาจเรียกได้ว่า "ถูกเหลือเชื่อ" แล้วก็ได้ การยึดมั่นถือมั่นอยู่กับสิ่งที่แปรผันไปตามเวลา จึงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก ไม่ว่าจะในโลกของกาแฟหรือหุ้นก็ตาม

อย่างผมเองถ้าขืนรอซื้อกาแฟช่องเขาที่ราคาเดิม ชาตินี้ก็อาจไม่มีวันได้กินอีกเลย จริงไหมล่ะครับ


หมายเหตุ ภาพประกอบจาก thaifranchisecenter.com

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

รายการ "VI สายดำ" เทปที่ 1

ออกอากาศทาง กรุงเทพธุรกิจ TV เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2556

ว่าด้วยสไตล์การลงทุนและเทคนิคเลือกหุ้น "ตัวเก๋า-ตัวจี๊ด" ครับ



วันอังคารที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2556

เรขาคณิตของการเจ๊งหุ้น


นักเล่นหุ้นส่วนมากคุ้นเคยกับหลักการ "buy low, sell high" หรือ "ซื้อถูก ขายแพง" ด้วยเหตุนี้พอหุ้นที่หมายตามีราคาลดลง พวกเขาก็จะเข้าซื้อและหวังว่าจะไปขายทำกำไรในอนาคต

กลยุทธ์การเข้าซื้อเมื่อหุ้น "ย่อตัว" และขายออกไปเมื่อมัน "เด้ง" สามารถใช้ได้ดีในยามที่ราคาหุ้นเป็นไซด์เวย์ (sideway) คือ แกว่งตัวอยู่ในกรอบ หรือถ้าเป็นขาขึ้นก็ยิ่งดี เพราะเวลาเด้ง มันจะได้เด้งยาวๆ ทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ หากจะกล่าวว่านี่คือกลยุทธ์พื้นฐานของนักเล่นหุ้นส่วนมากในตลาดก็คงจะไม่ผิดนัก

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์นี้อาจทำให้เกิดหายนะได้ หากว่าเรา "อ่านเกมไม่ขาด" แถมยังใช้กลยุทธ์ "เฉลี่ยต้นทุน" เสียอีกด้วย ผมจะยกตัวอย่างพร้อมแสดงให้เห็นด้วย เรขาคณิต ว่าหายนะเกิดขึ้นได้อย่างไร

...และบางทีคุณอาจตกใจที่ผลลัพธ์มัน "โหดร้าย" กว่าที่คิด


ตัวอย่าง บมจ.ภูผาถ่านหิน


บมจ.ภูผาถ่านหิน เป็นยักษ์ใหญ่ในแวดวงพลังงาน ชนิดที่ทุกโบรกเกอร์ต้องออกบทวิเคราะห์ และมีมุมมองเป็นบวกทั้งในแง่ความแข็งแกร่งและผลกำไร หากเราย้อนดูราคาหุ้นของภูผาถ่านหินจะพบว่าอยู่ในช่วงขาขึ้น


เมื่อมองย้อนไปในอดีต นักลงทุนต่างคิดว่า บมจ.ภูผาถ่านหิน เป็นกิจการชั้นยอด เพราะยอดขายและกำไรของบริษัทมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ถ้าจะวัดกันด้วยอัตราส่วนทางการเงิน ค่า ROE (Return on Equity) ก็สูงกว่า 30% ค่าพีอี (Price-to-Earning) ก็ค่อนข้างต่ำเพียง 10 เท่า เรียกว่าเข้าตำราน่าซื้อทุกอย่าง พวกเขาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาในราคาหุ้นอย่างที่เห็น และยิ่งเห็นก็ยิ่งมั่นใจ

ฉะนั้น พอราคาหุ้นย่อตัวลงมาที่ 700 บาท พี่อ้น นักลงทุนมือใหม่เลยเข้าซื้อไว้ก่อน 100 หุ้น และครั้นราคาหุ้นตกลงมาที่ 650 บาท เขาก็จัดไปอีก 100 หุ้น เพราะเห็นว่าเป็นโอกาสที่ได้ซื้อหุ้นดีราคาถูก

สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครเตือนพี่อ้น คือ โดยธรรมชาติของธุรกิจแล้ว กำไรของบริษัทขึ้นอยู่กับ "ถ่านหิน" ซึ่งจัดเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ และถูกกำหนดราคาโดยตลาดโลก กล่าวได้ว่าถ่านหินมี "วัฏจักร" ของมัน และนั่นก็หมายความว่า บริษัทเองก็มีวัฏจักรของมันด้วยเช่นกัน และแม้บริษัทจะเก่งกาจเพียงใดก็ไม่อาจหลีกพ้นความจริงในข้อนี้

นี่คือสิ่งที่ "ตัวเลข" ไม่ได้บอกไว้!

การที่เขาโผล่เข้ามาแล้วเห็นขาขึ้นพอดี ทำให้คิดไปว่า ราคาหุ้นที่ลดลงเป็นแค่การย่อตัวของหุ้น ... ทั้งที่จริงมันกำลังเข้าสู่ขาลง!


ถัวเฉลี่ยขาลง


แม้พี่อ้นจะผิดพลาดไปแล้วในข้อแรก คือ การที่เขา "อ่านไม่ขาด" และเข้าลงทุนหุ้นภูผาถ่านหินในจังหวะที่มันแพงสุดๆ แต่สิ่งที่ทำให้เขาเข้าสู่หายนะอย่างแท้จริงก็คือ "การถัวเฉลี่ยต้นทุน"

นักลงทุนรายนี้คิดอยู่เสมอว่า หากเขาดึงต้นทุนให้ต่ำลงได้ โอกาสที่จะได้กำไรก็ย่อมจะสูงขึ้น ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาพยายามซื้อหุ้นเพิ่มเพื่อเฉลี่ยต้นทุนให้ต่ำลง

ฟังดูเผินๆ ก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหายใช่ไหมครับ แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นจนได้ เพราะหุ้นตัวนี้กำลังอยู่ในขาลง และนี่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา


การซื้อหุ้นขาลง แม้เราจะได้ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำลง แต่ต้นทุนเฉลี่ยของเราก็ไม่ได้ลดลงเร็วเท่ากับราคาหุ้น เหตุเพราะว่ามีหุ้นล็อตแรกๆ ที่ซื้อไว้เมื่อตอนราคาสูงคอยเป็นตัวถ่วงอยู่

มิหนำซ้ำพอราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาถึงจุดหนึ่ง ซึ่งผมเรียกว่าเป็น "surrender price" หรือ จุดยอมแพ้ อาจจะด้วยเงินหมดหรือถอดใจก็ตามที การซื้อหุ้นเพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุนก็สิ้นสุดลง นักลงทุนส่วนมากจะไม่ยอมขายหุ้นทิ้งเพื่อคัทลอส แต่กลับยอมถือหุ้น "ติดดอย" และรอคอยจนกว่าราคาหุ้นจะดีดกลับขึ้นมาเท่าทุน พวกเขาถึงจะยอมขายหุ้นเหล่านั้นไป


เรขาคณิตของการซื้อหุ้นถัวเฉลี่ย


อธิบายผลขาดทุนจากการซื้อหุ้นถัวเฉลี่ยในกรณีข้างต้นได้ดังนี้

เราอาจคิดว่า อู้หู! แทนที่จะขาดทุนสองหมื่น ไปๆ มาๆ พี่อ้นขาดทุนถึงห้าหมื่นบาท แต่... มันยังไม่จบครับ กล่องสี่เหลี่ยมที่ผมเรียงให้ดูมีลักษณะคล้าย สามเหลี่ยมขั้นบันได สังเกตว่าผมเรียงกล่องให้ดูถึงแค่ surrender price เท่านั้น ซึ่งยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของหายนะเลยด้วยซ้ำ



หากเราไล่นับกล่องสี่เหลี่ยมก็จะพบว่า เมื่อถึงวันที่ราคาหุ้นภูผาถ่านหินลงมาอยู่ที่ 350 บาท ผลขาดทุนทั้งหมดจะเท่ากับ 50000 + 60000 = 110,000 บาท ทั้งที่แรกเริ่มเดิมทีเขาลงทุนด้วยเงินแค่ 70,000 บาทเท่านั้น! และเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการซื้อหุ้นเพิ่มของเขานั่นเอง

เพื่อความชัดเจนผมจะชี้ให้เห็นเป็นกรณีไปนะครับ

กรณีแรก ซื้อล็อตแรกครั้งเดียว (100 หุ้น) แล้วทนถือเรื่อยมา ไม่มีการซื้อถัว

ต้นทุนของพี่อ้นจะอยู่ที่ 700 บาท และเมื่อราคาหุ้นตกลงเรื่อยมาจนอยู่ที่ 350 บาท เขาก็จะขาดทุน 50% คิดเป็นตัวเงิน (700 - 350) x 100 = 35,000 บาท

กรณีที่สอง เข้าซื้อรวม 4 ครั้ง ครั้งละ 100 หุ้น แล้วทนถือต่อมา

ต้นทุนเฉลี่ยจะอยู่ที่ 625 บาท ซึ่งเมื่อราคาหุ้นตกลงมาที่ 350 บาท เขาก็จะขาดทุน 44% คิดเป็นตัวเงิน (625 - 350) x 400 = 110,000 บาท

สิ่งที่ผมอยากให้สังเกต คือ แม้พี่อ้นจะลดเปอร์เซ็นต์การขาดทุนจาก 50% เหลือ 44% ได้ด้วยการซื้อหุ้นถัวเฉลี่ย แต่ในแง่จำนวนเงินที่ขาดทุนกลับเพิ่มทะลักล้นจาก 35,000 ไปเป็น 110,000 บาท


ยิ่งอัดเพิ่ม ยิ่งตายอนาถ


วิธีหนึ่งที่นักลงทุนหลายท่านชอบปฏิบัติกัน คือ ยิ่งหุ้นตกยิ่งซื้อมาก นัยว่าต้องการ "เกทับ" และเอาคืนให้เร็วที่สุด เป็นต้นว่าเริ่มซื้อครั้งแรก 100 หุ้น พอหุ้นตกลงมาก็เลยซื้อเพิ่ม 200 หุ้น และพอหุ้นตกมาอีก คราวนี้อัดเต็มๆ 400 หุ้น เป็นต้น

การ "อัดเพิ่ม" ในลักษณะนี้ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยของเราลดลงมาเร็วกว่าปกติ ซึ่งก็หมายความว่า หากราคาหุ้นมีการเด้งขึ้น โอกาสที่เราจะกลับไปเท่าทุนก็มีมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่หุ้นเป็นขาลง การ "เด้งขึ้น" ของราคาหุ้นย่อมจะสั้นกว่าการ "ทรุดลง" ... ไอเดียเด็ดๆ ที่ว่าจะรอขายตอนหุ้นเด้งขึ้นนั้น บางครั้งมันก็เด้งเพียงแค่นิดเดียว ก่อนที่จะทรุดยาวต่อไป โดยมากไอเดียจึงเป็นได้แค่ไอเดียเท่านั้น

การซื้อหุ้นอัดเพิ่มโดยไม่คำนึงถึงแนวโน้มผลประกอบการในระยะยาว จัดได้ว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะแทนที่เราจะเสียหายเพียงแค่ 100 หุ้น เราอาจต้องเสียหายเป็นพันๆ หุ้นเลยก็ได้ ถ้าอัดเพิ่มครั้งแล้วครั้งเล่า ราคาหุ้นก็ยังคงดิ่งลง

นอกจากนี้ เนื่องจากคนเราย่อมมี resource ที่จำกัด (ซึ่งในที่นี้ก็คือเงิน) การพยายามซื้อถัวเฉลี่ยด้วยวิธี "อัดเพิ่ม" ยังจะทำให้เราไปถึง surrender price เร็วขึ้น และนั่นก็ทำให้ "พื้นที่สี่เหลี่ยม" ใหญ่ขึ้น ผลขาดทุนโดยรวมก็จะยิ่งมากขึ้น


จากตัวอย่างการอัดเพิ่มนี้ ถ้าเรานับกล่องสี่เหลี่ยมใต้ surrender price เราจะนับได้ถึง 28 กล่อง และหากนับรวมทั้งหมดจะได้ 39 กล่อง! แต่อันที่จริงแค่เทียบรูปนี้กับรูปก่อนหน้าก็พอกะด้วยสายตาได้ว่า การอัดเพิ่มทำให้จำนวนกล่องของเรามากขึ้น และยิ่งจำนวนกล่องเยอะก็แปลว่ายิ่งขาดทุนมาก

การอัดหุ้นเพิ่มยิ่ง "มาก" และ "เร็ว" เท่าไหร่ก็ยิ่งตายอนาถเท่านั้น... จริงอยู่เราอาจขายหุ้นล็อตหลัง (ที่มีจำนวนมาก) ในจังหวะที่ราคาหุ้นเด้งขึ้น เพื่อทำกำไรสั้นๆ เอามาหักลบกับผลขาดทุนรวม แต่หากภาพรวมของหุ้นเป็น "ขาลง" เบ็ดเสร็จแล้วโอกาสเจ๊งมีมากกว่าเจ๊า

โดยส่วนตัวผมขอแนะนำว่า "ซื้อได้ถ้าเห็นว่าดี แต่อย่าซื้อเพื่อเฉลี่ยต้นทุน"

มันไม่คุ้มกันหรอกครับ!

วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2556

Growth ลวงตา


สิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ที่นักลงทุนแสวงหาจากหุ้น ก็คือ "การเติบโต" เพราะนี่คือสิ่งที่จะผลักดันให้ "คุณค่า" ของหุ้นเพิ่มสูงขึ้น และแน่นอนว่าราคาหุ้นก็มักจะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

ผมเคยเปรียบเปรยไว้ว่า การลงทุนในหุ้นมีความคล้ายคลึงกับการโดยสารรถยนต์ ซึ่งปกติแล้วเราจะต้องการรถยนต์ที่ แข็งแรง ไม่ผุพังหรือสภาพแย่จนไปจอดเสียกลางทาง สมรรถนะดี สามารถเร่งแซงและทำความเร็วได้อย่างปลอดภัย คนขับเก่ง รู้สภาพและข้อจำกัดของรถ รู้จักเส้นทาง รวมทั้งไม่ประมาท

ในทำนองเดียวกัน เวลาเลือกหุ้นเราก็ต้องมองไปที่ 1) ความแข็งแกร่ง 2) การเติบโต และ 3) ฝ่ายบริหาร

อย่างไรก็ตาม วันนี้เราจะมาเน้นกันที่ "การเติบโต" ซึ่งดูเผินๆ เหมือนจะประเมินได้ไม่ยาก แค่คิด %change แต่ที่จริงแล้วกลับเป็นตัวที่ก่อปัญหาและทำให้นักลงทุนเข้าใจผิดอยู่เสมอ


ปัญหาเรื่องการเติบโต


หลายคนสงสัยว่าเราจะวัดการเติบโตได้จากไหน ... ขนาดบริษัท? ยอดขาย? กำไร?

คำตอบก็คือ เราสามารถวัดจากตัวไหนก็ได้ แต่โดยทั่วไปเมื่อเราพูดถึงการเติบโต เราก็มักจะหมายถึงการเติบโตของ "กำไร" เป็นหลัก โดยอาจจะดูการเติบโตอื่นๆ ประกอบไปด้วย เช่น ดูว่ากำไรโตแล้วยอดขายโตด้วยไหม และเมื่อมองย้อนไปหลายๆ ปี สินทรัพย์ (ขนาดของบริษัท) โตขึ้นมาบ้างหรือเปล่า เป็นต้น

และสิ่งหนึ่งที่เราต้องไม่ลืม คือ การเติบโตประเภทต่างๆ สามารถ "หลอกลวง" เราได้เสมอ


การเติบโตของสินทรัพย์


เราทราบกันอยู่แล้วว่า

     สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น

ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์จึงอาจเป็นการเพิ่มขึ้นของ "หนี้สิน" หรือ "ส่วนของผู้ถือหุ้น" ก็ได้ การเห็นสินทรัพย์เพิ่มขึ้นแล้วคิดว่า "ดี" เพราะบริษัทมีขนาดใหญ่ขึ้น จึงอาจไม่แน่เสมอไป

หากบริษัทมีสินทรัพย์มากขึ้น แต่เป็นเพราะว่าไปกู้ยืมเงินมามากๆ เราต้องตามไปดูว่าเขากู้มาทำไม และการกู้ยืมนั้น "เกินตัว" ไปหรือยัง โดยเอา หนี้สิน (Debt) ไปเทียบกับ ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) ผ่านอัตราส่วนที่เรียกว่า D/E ratio ในกรณีทั่วไปถ้าอัตราส่วน D/E เกิน 1 เท่าไปมาก ก็แสดงว่าหนี้สินท่าทางจะมากเกินไปแล้ว การที่บริษัทใหญ่ขึ้นในรูปแบบนี้ก็อาจจะเป็นอันตรายได้

ในทางกลับกันหากบริษัทมีสินทรัพย์มากขึ้น เนื่องจากส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น เราก็ต้องไปดูว่ามันเกิดจากการเพิ่มทุนมาหรือเปล่า หรือเกิดจาก "กำไรสะสม" ที่บริษัททำมาหาได้ ซึ่งถ้าเป็นกรณีหลัง เราจึงจะถือได้ว่าเป็นการเติบโตที่ดี

กล่าวอย่างสรุปก็คือ บริษัทควรเติบใหญ่ขึ้นจากการสะสมกำไรและขยายธุรกิจอย่างยั่งยืน แต่ถ้าใหญ่ขึ้นเพราะไป "กู้มา" หรือเพราะไปขอ "เติมเงิน" จากผู้ถือหุ้น ก็ถือเป็นการเติบโตที่ไม่ค่อยมีคุณภาพนัก


การเติบโตของยอดขาย


หากมองอย่างผิวเผิน การที่บริษัทสามารถทำยอดขายเพิ่มขึ้นได้น่าจะถือเป็นเรื่องดี เพราะนั่นอาจตีความได้ว่าตลาดมีการเติบโต หรือไม่บริษัทก็อาจแย่งส่วนแบ่งตลาดมาจากคู่แข่งได้มากขึ้น ซึ่งไม่ว่าอย่างไรก็เป็นเรื่องดีทั้งนั้น นอกจากนี้ผลของการ "ขาย" ได้มากขึ้น ก็มักจะทำให้เกิด economy of scale และส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยลดต่ำลง

อย่างไรก็ดี นี่อาจไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับบริษัทที่เราสนใจก็ได้ เพราะบางครั้งบริษัทก็ใช้กลยุทธ์ "สงครามราคา" เพื่อให้ขายของได้จำนวนมาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ กำไรกลับลดลง และยิ่งสงครามยืดเยื้อ ความเสียหายก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น

เมื่อใดก็ตามที่พิจารณาการเติบโตของยอดขาย เราควรจะหันไปดู อัตรากำไรขั้นต้น (gross profit margin) ประกอบไปด้วยเสมอ หากบริษัทใช้วิธี "ยอมเจ็บตัว" ด้วยการขายของถูกให้ได้จำนวนชิ้นมากๆ มันจะสะท้อนออกมาด้วยอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงจากเดิม

ที่สำคัญไม่แพ้กัน นักลงทุนต้องสำรวจให้ดีด้วยว่า ยอดขายที่เพิ่มขึ้นเกิดจากการ "รวมบัญชี" กับบริษัทอื่นที่เพิ่งไปควบรวมมาหรือไม่ เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยถูกตัวเลขทางบัญชีหลอกตา และเผลอคิดไปว่าบริษัทมียอดขายเติบโตอย่างก้าวกระโดด

สรุปได้ว่า การเติบโตของยอดขายที่ดีควรมาพร้อมกับอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้น หรืออย่างน้อยก็เท่าเดิม และอย่าโดนหลอกด้วยตัวเลขทางบัญชีครับ


การเติบโตของกำไร


บางทีการเติบโตในมิตินี้อาจเป็นสิ่งที่นักลงทุนมองหามากที่สุด ... และก็เป็นสิ่งที่โดนหลอกกันมากที่สุดด้วยเช่นกัน

หากเราจะแบ่งประเภทนักลงทุนตาม "ความละเอียดลออ" คงแบ่งได้คร่าวๆ ดังนี้

  1. นักเก็งกำไรราคา - ไม่สนใจตัวเลขกำไรขาดทุนของกิจการ สนใจแต่ราคาหุ้นขึ้นลง เขียวๆ แดงๆ เท่านั้น
  2. นักลงทุนจอมขี้เกียจ - ดูแค่ bottom line (กำไรสุทธิ) เท่านั้น
  3. นักลงทุนจอมขยัน - ดูกำไรสุทธิ และชอบสืบด้วยว่ามันมาได้ยังไง

ในบรรดา 3 กลุ่มนี้ นักลงทุนจอมขี้เกียจเป็นกลุ่มที่ผมรู้สึกเป็นห่วงมากที่สุด การติดตามผลการดำเนินงานของบริษัทโดยดูแค่ "กำไรสุทธิ" ถือเป็นเรื่องอันตราย เพราะจะทำให้เราพลาด "ที่มาที่ไป" ของกำไร ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แถมยังเป็นการหลอกตัวเองว่า เราลงทุนโดยอ้างอิงกับปัจจัยพื้นฐานของหุ้นอีกด้วย

และเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ผมจะยกปัญหาการเติบโตของกำไรที่น่าสนใจขึ้นมาว่ากันนะครับ


ธุรกิจที่ถูกรัฐควบคุมรายได้


ธุรกิจบางประเภทถูกควบคุมจากภาครัฐ การปรับเพิ่ม "ราคาขาย" สามารถทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตเท่านั้น หากเราโผล่เข้าไปเห็นหลังจากที่เขาเพิ่งปรับราคากันพอดี เราก็อาจเข้าใจไปว่ายอดขายและกำไรมีการเติบโตสูง ทั้งที่จริงเขาอาจปรับราคากันทุก 4-5 ปีก็ได้ ซึ่งก็หมายความว่า เราจะต้องรอนานทีเดียวกว่าจะได้เห็นการเติบโตในระดับนี้อีก

ผมขอยกตัวอย่างธุรกิจที่มีรายได้จาก "ค่าโดยสาร" (หรือ "ค่าผ่านทาง") ส่วนมากการปรับราคาค่าโดยสารจะเป็นแบบ step คือ ขึ้นราคาครั้งหนึ่งแล้วก็ใช้ราคานี้ไป 4-5 ปี พอครบเวลาก็มาปรับราคากันอีกครั้ง


ในทางตรงข้าม ต้นทุนต่างๆ ของบริษัท เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าบำรุงรักษา ค่าไฟฟ้า ฯลฯ ทยอยปรับตัวขึ้นตลอดเวลาที่ผ่านไป หากคิดกำไรของธุรกิจในส่วนนี้ก็จะเห็นว่า ในช่วงที่ปรับค่าโดยสารใหม่ๆ กำไรของบริษัทคงจะสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้าอย่างพรวดพราด ซึ่งหากเราดูแค่ชั่วระยะเวลาสั้นๆ แล้วสรุปว่า "กำไรเติบโตมาก" ก็คงเป็นข้อสรุปที่ไม่ถูกต้องนัก


ผลกระทบจาก "ปีฐาน"


เมื่อวัดการเติบโตของกำไร เราย่อมจะต้องใช้ปีใดปีหนึ่งมาเป็นตัวเปรียบเทียบ และที่นิยมใช้กันก็คือ การเทียบ "ปีนี้" กับ "ปีที่แล้ว" ลักษณะการเปรียบเทียบดังกล่าว เราจะถือว่าปีที่แล้วเป็น "ปีฐาน" ซึ่งปัญหาก็มักจะเกิดขึ้นหากว่าปีฐานมีเหตุการณ์ไม่ปกติ

เป็นต้นว่าในปี 2554 ได้เกิดมหาอุทกภัย ทำให้ผลประกอบการของหลายบริษัทย่ำแย่ลงอย่างมากในช่วง 2 ไตรมาสสุดท้ายของปี และดึงให้ผลกำไรในปีดังกล่าว (เต็มปี) หดตัวลงจากปีก่อนหน้า ดังนั้น พอเอาผลประกอบการในปี 2554 เทียบกับปี 2553 เราก็อาจเห็นการเติบโตที่น้อยเกินจริง เมื่อเทียบกับศักยภาพของตัวกิจการ

อย่างไรก็ตาม ในปีถัดมาบริษัทมีการฟื้นตัวกลับมาแข็งแกร่งเช่นเดิม ผลกำไรของปี 2555 ที่ "ดีพอสมควร" จึงถูกประเมินว่า "ดีมาก" และมีการเติบโตอย่างมาก เมื่อเทียบกับปี 2554 ซึ่งถ้าใครวัดการเติบโตด้วยเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงแบบทื่อๆ ก็อาจจะตาโตและคิดว่าตัวเองค้นพบหุ้นโตเร็วตัวใหม่ก็เป็นได้

ผลกระทบจากปีฐานไม่ได้มีอยู่แค่เหตุการณ์ระดับชาติอย่างที่ว่า แต่ยังสามารถเกิดขึ้นกับเหตุการณ์เฉพาะอื่นๆ ของแต่ละบริษัทด้วย เช่น บริษัท บาร์ฟู้ดส์ มีการควบรวมกิจการในไตรมาส 1 และบันทึกกำไรพิเศษก้อนใหญ่เข้ามา ปรากฏว่าตลอดทั้งปีนั้น บาร์ฟู้ดส์มีผลการดำเนินงานย่ำแย่ลงจากปีก่อนมาก ทว่านักลงทุนก็ไม่ค่อยรู้สึกตัวและคิดว่ากำไรทั้งปียังคงไม่ขี้เหร่มากนัก เหตุเพราะว่ามีกำไรพิเศษก้อนโตในไตรมาส 1 นั้นค้ำอยู่

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เมื่อขึ้นปีใหม่ กำไรพิเศษก้อนนั้นก็จะย้ายไปเป็น "ปีฐาน" แทน หากบริษัทบาร์ฟู้ดส์ยังไม่สามารถดึงกำไรปกติให้กลับมาดีได้ดังเดิม อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป?


ผ้าเตี่ยวผืนเดียว


หลายท่านนิยมลงทุนใน "หุ้นเติบโต" และมักจะยอมมองข้ามจุดเสียเล็กๆ น้อยๆ เพื่อแลกกับการเติบโตที่น่าตื่นตาตื่นใจ บางบริษัทมีกระแสเงินสดดีมาก ทั้งยังบันทึกกำไรสูงขึ้นปีแล้วปีเล่า แต่ก็ปฏิเสธที่จะจ่าย "เงิน" ปันผล โดยให้เหตุผลว่าต้องการเก็บเงินสดเอาไว้ขยายกิจการ จากนั้นก็แจกเป็นหุ้นปันผลแทน ซึ่งผู้ถือหุ้นก็ชอบอกชอบใจ

หลายคนมักบอกว่า การรับหุ้นปันผลก็เหมือนกับการรับเงินสด เพราะเราสามารถขายหุ้นในตลาดได้ แต่คนเหล่านั้นอาจลืมไปว่า ทุกครั้งที่เขาขายหุ้นเอาเงิน "สัดส่วนความเป็นเจ้าของ" ก็จะลดลง ต่างจากการจ่ายปันผลเป็นเงินสด ซึ่งเราได้รับเงินสดโดยที่ยังมีสัดส่วนความเป็นเจ้าของเท่าเดิม

ที่จริงการไม่จ่ายเงินปันผลอาจเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลก็ได้ แต่ผมก็อยากสะกิดเตือนเอาไว้อย่างหนึ่งว่า เคยคิดกันบ้างหรือไม่ หากวันหนึ่งการเติบโตที่สุดแสนซู่ซ่านั้นจางหายไป... "สมมติ" ว่าบริษัทมีอัตราการเติบโตลดลงจาก 25 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 12-13 เปอร์เซ็นต์ ค่าพีอี (P/E) ที่เคยสูงถึง 40 เท่าลดฮวบลงมาเหลือเพียง 20 เท่า

นี่จะกระทบกับหุ้นของบริษัทนี้ "ทุกตัว" ที่อยู่ในมือเรา ไม่ว่าหุ้นดั้งเดิมที่เราควักเงินซื้อ หรือว่าหุ้นปันผลที่ได้มาตลอดทาง ทุกสิ่งที่อยู่ในมือเราล้วน "devalue" หรือเสื่อมค่าไปหมด และอย่าลืมว่าตลอดทางที่เดินผ่านมา เราไม่เคยได้ กระแสเงินสด ออกมาจากบริษัทนี้เลยแม้แต่บาทเดียว

เมื่อ "คุณค่า" ของบริษัทลดลง ราคาหุ้นก็ร่วงลง ทุกสิ่งที่เคยอู้ฟู่อันตรธานหายไปราวกับภาพลวงตา "เงินสด" ไม่มี เพราะไม่เคยได้รับ! โดยส่วนตัวผมไม่ชอบให้บริษัท "แจกลม" (หุ้นปันผล) แต่ชอบให้ "แจกเงิน" จริงๆ ไปเลยมากกว่า จะมากน้อยไม่ว่ากัน

หากนักลงทุนได้รับ "แจกลม" มาตลอดทาง ต้องแน่ใจว่าไม่ได้ซื้อหุ้นมาในราคาที่แพงเกินไป และถ้าเป็นการทยอยซื้อ ก็ต้องระวังอย่าให้ล็อตที่ซื้อในราคาสูงมีจำนวนมากเกินไป มิฉะนั้นพอ "Growth Game" จบลงจะไม่เหลืออะไร นอกจากผ้าเตี่ยวผืนเดียว


และทั้งหมดนี้ก็คือ แง่มุมเกี่ยวกับการเติบโตที่นักลงทุนควรระวัง บางครั้งเป็นการเติบโตที่ไม่จริง บางครั้งเป็นการเติบโตที่ไม่มีคุณภาพ และบางครั้งก็เป็นการดึงดันคาดหวังกับการเติบโตจนมองข้ามสิ่งอื่นที่มีคุณค่าไปครับ

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556

"ปลุกความคิด พิชิตการลงทุน"

 

MonkeyFreeTime ในรูปแบบหนังสือมาแล้ว!


สำหรับเวอร์ชั่นหนังสือนี้ ผมได้เรียบเรียงและเขียนเพิ่มเติม พร้อมที่จะ "ปลุก" ความคิดของทุกท่านทุกครั้งที่หยิบขึ้นมาอ่าน ... เพราะความคิดดีๆ มีอยู่ในตัวของทุกคน

พบกันในร้านซีเอ็ดและร้านหนังสือชั้นนำครับ ^_^



ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก ClubVI

วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2556

ล่องแพ


อารมณ์ของคนที่ออกไปชื่นชมธรรมชาติและเดินทางไปตามลำน้ำด้วยการ "ล่องแพ" แน่นอนว่าจะต้องเตรียมตัวเตรียมใจกับการเปียกน้ำเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งก็คล้ายกับอารมณ์ของคนที่ลงทุนในหุ้นเช่นกัน

ธรรมชาติของหุ้นย่อมมีราคาขึ้นลง สร้างความตื่นเต้นให้กับนักลงทุนโดยเฉพาะมือใหม่ ซึ่งจะว่าไปก็คงคล้ายกับการยืนอยู่บนแพที่ล่องไปตามลำน้ำ แล้วก็ลุ้นไปด้วยว่าคลื่นน้ำจะซัดเราให้เปียกหรือไม่


พี่จ๋า ขอขี่คอหน่อย


หลายคนที่เป็นมือใหม่เกิดความหวาดกลัวว่าจะเปียกน้ำ จึงมองหาทางเลือกอื่นที่น่าสนใจ บางคนก็ไปจ้างคนมายืนให้ "ขี่คอ" ระหว่างที่ล่องแพไปด้วย ซึ่งถ้าเป็นโลกของการลงทุน นั่นก็คือการไปซื้อกองทุนรวมนั่นเอง

น้องมือใหม่อาจคิดไปว่า "รอดแล้ว ข้าไม่เปียกน้ำแล้วโว้ยยย" แต่ลืมไปว่าตัวเองก็ยังคงอยู่ในแพนั่นเอง ระหว่างที่คลื่นน้ำซัดแพไปมา คุณพี่กองทุนรวมก็โงนเงน แกว่งซ้ายแกว่งขวา น้องมือใหม่เริ่มคิดได้ว่า นี่มันก็น่ากลัวเหมือนกันนี่หว่า

มิหนำซ้ำพอผ่านไปซักพัก พี่กองทุนเริ่มห้าว กระโดดออกจากแพนี้ไปแพนั้น จนน้องมือใหม่ที่ขี่คออยู่เริ่มจะเวียนหัว ครั้นพอถามดูพี่กองทุนคนเก่งก็ชี้ไปที่พี่กองทุนคนอื่นๆ ที่กระโดดข้ามไปมาระหว่างแพกันเป็นว่าเล่น แล้วกระซิบบอกว่า "ถ้าไม่โดดตามคนอื่น พี่ก็ตกงานสิน้อง"

ความจริงแพที่พวกเขาโดดไปมา เปรียบไปก็เหมือนกับหุ้นแต่ละตัว บางแพแข็งแรงและแน่นหนาดี แต่บางแพก็ผูกขึ้นหลวมๆ ยืนแล้วก็โคลงเคลงอยู่เหมือนกัน ดูไปน่ากลัวว่าจะ "แพแตก" เอาได้ แต่พี่กองทุนก็ยืนยันจะกระโดดไป เพราะใครๆ เขาก็ทำ!

การมัวแต่กระโดดไปมาทำให้พี่กองทุนไม่มีเวลาพินิจพิจารณาอะไรมากมายนัก ต่างจากเซียน VI ที่ยืนสงบนิ่งอยู่บนแพเดียวกัน พวกเขาให้ความสำคัญกับความแข็งแรงของแพ รวมทั้งความสามารถของผู้ควบคุมแพ แม้การกระโดดข้ามไปมาของพี่กองทุนและน้องแมงเม่าอีกหลายคนอาจทำให้เซียน VI เวียนหัวอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็พยายามไม่ใส่ใจ และหันมาจดจ่อกับ "ทิศทาง" และ "ความเร็ว" ของแพต่อไป

เดิมทีน้องมือใหม่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีความเชี่ยวชาญ แล้วก็กลัวเปียกน้ำด้วย จึงไปขี่คอคนอื่น ทว่าตอนนี้กลับเริ่มรู้สึกแล้วว่า ที่จริงตัวเองก็พอดูเป็นเหมือนกันว่าแพไหนแข็งแรง แพไหนดูเปราะบาง แพไหนเคลื่อนที่ช้า และแพไหนพายมั่วไร้ทิศทาง! ที่สำคัญเมื่อพิจารณาให้ถ่องแท้แล้ว การที่ "ขาเปียกน้ำ" มันไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย เมื่อเทียบกับการตกน้ำเพราะแพแตกและจมหายไปในกระแสน้ำ


ลงทุนในกองทุนรวม


ในทำนองเดียวกัน การลงทุนในกองทุนรวมก็ไม่ได้ช่วยให้เรารอดตัวไปจากความผันผวนของตลาดหุ้น เรายังคง "ถือหุ้น" อยู่ เพียงแต่ว่าถือผ่านกองทุนรวม และความผันผวนของหุ้นก็จะส่งต่อมาที่กองทุนรวมเช่นกัน

เราอาจคิดว่าผู้จัดการกองทุนมีความรู้เรื่องหุ้นมากกว่าเรา อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าเราเองก็สามารถพัฒนาตัวเองให้มีความรอบรู้ได้ หากมีความพยายามมากเพียงพอ

ผมเชื่อเสมอว่า แม้แต่เซียน VI เองก็เริ่มต้นจากศูนย์ เราจึงไม่มีเหตุผลที่จะท้อถอย หากเราจะต้องเริ่มจากศูนย์บ้าง

การที่เราเริ่มต้นลงทุนจาก "งูๆ ปลาๆ" จนกระทั่งเก่งขึ้นเรื่อยๆ เราสามารถเลือกหุ้นที่เหมาะกับบุคลิกและความถนัดของเรา ไม่ว่ามันจะเป็นหุ้นตัวใหญ่หรือตัวเล็ก ที่สำคัญคือ ไม่มีใครจะมากะเกณฑ์ว่าเราต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับตัวเราเพียงผู้เดียว!

ในทางกลับกัน ผู้จัดการกองทุนจำเป็นต้องตีกรอบตัวเองลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ และบ่อยครั้งที่ต้องซื้อขาย "ตามกระแสสังคม" หรือตามความนิยม ไม่เช่นนั้นหากผลการดำเนินงานของกองทุนด้อยกว่ากองทุนอื่น พวกเขาก็อาจลำบากหรือตกงานได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นกองทุนต่างๆ มีผลการดำเนินงานไล่เลี่ยและเกาะกลุ่มกัน รวมทั้งหากกะเทาะพอร์ตเปิดออกมาดูแล้ว เราก็จะเห็นรายชื่อหุ้นคล้ายๆ กันราวกับไปลอกกันมา

เหตุผลหนึ่งที่กองทุนรวมสามารถอยู่รอดได้ เป็นเพราะคนจำนวนไม่น้อยมีความ "กลัว" ที่จะเรียนรู้และ "เปียกน้ำ" ทั้งที่มันไม่ใช่สาระสำคัญของการลงทุน


"มอง" ที่จุดหมายปลายทาง


หากล่องแพแล้วขาเราเปียกน้ำนิดๆ หน่อยๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา การแพแตกและตกน้ำต่างหากที่เป็นเรื่องใหญ่ ... การลงทุนหุ้นก็เช่นเดียวกัน ความผันผวนของราคาหุ้นในระหว่างทางถือเป็น "เรื่องขี้หมา" โดยเฉพาะถ้าคุณซื้อหุ้นเพื่อกระแสเงินสด และไม่เคยมีความคิดจะขายมัน เพื่อเอากำไรระยะสั้นเล็กๆ น้อยๆ

สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ "จุดหมายปลายทาง" เราต้องดูว่าแพนั้นจะนำเราไปที่ไหน และมันแข็งแรงพอที่จะพาเราไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่ เช่นเดียวกับที่เราต้องดูว่าหุ้นตัวนั้นแข็งแรงหรือไม่ และจะเติบโตได้แค่ไหน

คนสมัยนี้ชอบเอาเรื่องขี้หมามาเป็นอารมณ์ ไม่เว้นแม้แต่ในการลงทุน หากเราตั้งใจซื้อหุ้นเพื่อกระแสเงินสด เราจะแทบไม่คิดถึงการ "ขายหุ้น" เสียด้วยซ้ำ มีแต่จะ "เก็บหุ้น" เพื่อเพิ่มกระแสเงินสด ดังนั้น การที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงจึงถือว่าเป็นข่าวดี มากกว่าที่จะตระหนกตกใจ

หลายคนลังเลที่จะลงทุนในหุ้นจึงเลือกที่จะเอาเงินไปฝากธนาคาร เพราะคิดว่าปลอดภัยและเงินต้นไม่หายแน่นอน อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าการเอาเงินฝากธนาคารเปรียบเสมือนกับการ "ลงเรือรั่วที่ผูกไว้กับท่า" คุณจะไม่มีวันได้ไปไหน และนับวันมีแต่จะจมลง

การโดยสารไปกับแพนั้น ขาของเราอาจเปียกน้ำนิดๆ หน่อยๆ แต่เรามีจุดหมายปลายทางที่แน่นอน งานของเราก็เพียงแต่หาแพอันที่แข็งแรงเพียงพอเท่านั้น ส่วนการลงเรือที่ผูกไว้กับท่า จุดหมายปลายทางของเราก็คือ "ที่เดิม" เรียกว่า ไม่ไปไหนแล้วโว้ย จะขออยู่ตรงนี้แหละ อย่างน้อยก็ไม่ขาดทุน

ทว่า...พวกเขาอาจลืมไป "เงินต้น" ที่ยังอยู่จะถูกเงินเฟ้อกัดกร่อนลงทุกวัน แม้จะได้ดอกเบี้ยแต่มันก็ยังแพ้เงินเฟ้ออยู่ดี คุณค่าของมันจึงค่อยๆ ลดลงโดยที่เราแทบไม่รู้สึกตัว เปรียบเหมือนกับเรือที่มีรูรั่วและค่อยๆ จมลง ซึ่งก็น่าแปลกใจที่คนจำนวนไม่น้อยยินดีที่จะจมลงไป "อย่างปลอดภัย"


"ปล่อยฉันไว้เถอะ"


เรื่องจริงของชีวิตก็คือ คนจำนวนมากยอมลงเรือรั่วที่ผูกไว้กับท่า และยอมจมน้ำอย่างปลอดภัย ดีกว่าจะไป "ปวดกบาล" เรียนรู้เรื่องการลงทุน ครั้นพอจะสอนให้ ง่ายๆ เบสิก ก็หันมาบอกว่า "ปล่อยฉันไว้เถอะ ฉันกลัว"

... ผมมองเท้าทั้งสองข้างของผมที่เปียกน้ำอยู่เป็นครั้งคราว มันไม่แย่นักเมื่อคิดว่าขณะนี้ผมกำลังเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้ และนึกขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดลใจให้ผมก้าวข้ามความกลัวไร้สาระ แล้วหันมาเรียนรู้เรื่องการลงทุน

แม้ผมจะไม่สามารถชักชวนทุกคนให้ละทิ้งเรือรั่วได้ก็ตามที

วันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2556

เรื่องของใจ


นักเล่นหุ้นจำนวนไม่น้อยมักจะบอกว่า เหตุผลส่วนใหญ่ที่พวกเขาขาดทุนหรือได้กำไรไม่มากเท่าที่ควรเกิดจาก "ใจไม่นิ่ง"

แน่นอนว่าเรื่องของใจมีความสำคัญ แต่มันเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้พวกเขาขาดทุนจริงหรือ? หรือบางทีมันอาจเป็นแค่คำกล่าวอ้างคล้ายกับเวลาที่เราบอกว่า "ลืมล้างจาน" ทั้งที่จริงเรา "ขี้เกียจล้าง" และขอผัดผ่อนไปก่อน จนกระทั่งจานหมดไม่มีใช้ แล้วถึงค่อยไปล้าง

ในทำนองเดียวกัน นักเล่นหุ้นก็พอใจที่จะอ้างว่า "ใจไม่นิ่ง" ทำให้เล่นหุ้นแล้วเจ๊ง แทนที่จะยอมรับว่าเขายังไม่ได้ตั้งอกตั้งใจพัฒนาตัวเองอย่างจริงจัง นี่คือเรื่องของจิตวิทยาที่มีผลต่อการลงทุน


"ใจ" เป็นปราการด่านแรกของกำไร?


ความจริงแล้วผมมักพูดเสมอว่า การลงทุนที่ดีเริ่มต้นจาก "สมอง" แล้วไปปิดท้ายที่ "จิตใจ"

การเริ่มต้นจากสมองหมายความว่า เราต้องมีความรู้ในสิ่งที่เราจะลงทุนเสียก่อน ถ้าเป็นนักเล่นหุ้นแนวเทคนิคก็จะต้องมีภาพในใจว่าจะทำอะไรบ้าง จะดู indicator ตัวไหน หาสัญญาณซื้ออย่างไร และจะ cut loss เมื่อไหร่ เป็นต้น นักเทคนิคมืออาชีพจะทดสอบและรู้ล่วงหน้าแล้วว่า ในระยะยาวพวกเขาจะได้กำไรมากน้อยแค่ไหน "ถ้า" เขาทำตามระบบนี้

"วินัย" ของนักเล่นหุ้นแนวเทคนิคจึงก้ำกึ่งอยู่ระหว่าง จิตใจที่เข้มแข็ง กับ ความยึดมั่นแบบโง่ๆ สุดแต่ว่าระบบของเขาถูกกลั่นกรองมาแล้วดีเพียงใด

ในอีกฟากหนึ่ง นักลงทุนแนวพื้นฐานก็ต้องมีความรู้เกี่ยวกับกิจการที่ตนเองลงทุน โดยเฉพาะถ้าเป็นนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ VI ก็ควรมีความรู้เรื่องการประเมินมูลค่า เพื่อให้มั่นใจว่าเราซื้อหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าของมันมากเพียงพอ หรือที่เรียกว่ามี Margin of Safety ในระดับที่น่าพอใจ

สังเกตว่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของ "สิ่งที่น่าจะทำ" หรือสิ่งที่สมองน้อยๆ ของเราคิดออกมา แต่ทั้งหลายทั้งปวงนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย! ถ้ามันไม่ผ่านการ "อนุมัติ" ของจิตใจ

ด้วยเหตุนี้ผมจึงยืนยันว่า ใจ ไม่ใช่ปราการด่านแรก แต่ว่าเป็นปราการด่านสุดท้าย ซึ่งก็หมายความว่า การฝึกฝนจิตใจจะมีประโยชน์ต่อเมื่อเรามีความรู้ความสามารถดีแล้วในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะต่อให้ใจนิ่ง แต่ถ้าความรู้ของคุณไม่มี มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร


ฝึก "สมอง" แล้วค่อยต่อด้วย "หัวใจ"


ลำดับการฝึกฝนที่ถูกต้อง คือ เราต้องฝึกสมองของเราให้เฉียบคมก่อน จากนั้นเมื่อทลายด่านแรกได้แล้ว เราจะเห็นเองว่าด่านที่สอง (จิตใจ) เป็นเรื่องง่าย และเมื่อผ่านทั้งสองด่านได้ "กำไร" ก็จะอยู่ตรงหน้าเอง

ทั้งนี้ผมของแยกการฝึกสมองออกเป็น 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ "ความรู้" และเรื่องที่สอง คือ "ความคิด"

ความรู้ เป็นสิ่งที่ตรงไปตรงมาและหาได้ไม่ยาก แต่ต้องลงมือลงแรงบ้าง ที่สำคัญ คือ เราต้องรู้ว่าความรู้จะหาได้จากแหล่งไหน และแหล่งความรู้นั้นเป็นแหล่งที่ดีหรือไม่ ลองคิดถึงการพยายามตกปลาในแหล่งน้ำเสื่อมโทรม ซึ่งเราก็คงจะไม่ได้ปลา หรือถ้าได้ก็คงได้ปลาที่เป็นพิษมากิน กินแล้วก็ป่วย อันนี้ก็คล้ายกับการพยายามหาความรู้จากคนที่ไม่มีความรู้หรือมีความรู้ผิดๆ นั่นเอง พอเอาไปใช้ก็เกิดความเสียหาย

ความคิด เป็นเรื่องที่ซับซ้อนเพิ่มขึ้นมา บางครั้งเราเห็นคนที่มีความรู้มาก ทว่าไม่สามารถเอามา "ประยุกต์" ใช้กับการลงทุนได้ นั่นก็เพราะเขาไม่สามารถเปลี่ยนความรู้ให้เป็นความคิดและการตัดสินใจที่ดี เหมือนกับคนที่ "เก่งตำรา" แต่ใช้งานจริงไม่ได้

ความคิดเป็นของยากกว่าความรู้ ความรู้ถ้าอ่านหรือเรียนก็ตามกันทันได้ไม่ยาก แต่ความคิดนั้นต้องสร้างขึ้นมา และอาหารของความคิดก็คือ "เวลา" และ "ความสงบ" ซึ่งสมัยนี้หาไม่ได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในสังคมที่เรากำลังก้มหน้าก้มตาเล่นเกมหรือแชทกันผ่านอุปกรณ์พกพาต่างๆ จนหาเวลาที่สมองถูกปล่อยให้อยู่อย่างสงบแทบไม่ได้

ต่อเมื่อมีพร้อมทั้งความรู้และความคิดแล้ว เราจึงจะสามารถ "จูงใจ" ตัวเองให้ยึดมั่นกับสิ่งที่ถูกต้องได้ หากว่าเรายังลังเลกับความสามารถของตัวเอง โอกาสที่เราจะตัดสินใจ "ไม่เชื่อ" สิ่งที่สมองบอก ก็มีความเป็นไปได้สูง

และนี่ก็คือเหตุผลว่า ทำไมเราต้องฝึกสมองก่อนที่จะฝึกหัวใจ


หลงรักหุ้น


เรื่องของใจอีกรูปแบบหนึ่ง คือ การมี "ฉันทะ" หรือ ความรักในสิ่งที่เราทำ ซึ่งที่จริงน่าจะถือว่าเป็นเรื่องดี เว้นเสียแต่ว่าการ "หลงรัก" หุ้นที่เราถือ จัดได้ว่าเป็นหนทางสู่หายนะ

เคยได้ยินใช่ไหมครับว่า "ความรักทำให้คนตาบอด" ... และการตกหลุมรักหุ้นก็เช่นเดียวกัน

การที่เราเกิดความรู้สึกรักหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง ทำให้เราประเมินหุ้นตัวนั้นอย่างไม่เป็นกลาง โดยเฉพาะถ้าเป็นหุ้นที่ "เคย" สร้างกำไรให้กับเราอย่างเชิดหน้าชูตา โอกาสที่เราจะตกหลุมรักมันก็เป็นไปได้สูงมาก แล้วหากว่าวันหนึ่งพื้นฐานของหุ้นดังกล่าวเกิดเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง เราก็อาจไม่สังเกตเห็น หรือแม้เห็นแต่ก็อาจทำเป็นมองข้ามไป

การตกหลุมรักหุ้นมักจะเกิดในช่วงตลาดขาขึ้น เมื่อราคาหุ้นที่เราถือปรับตัวเพิ่มขึ้น และยิ่งส่งเสริม "ความเชื่อ" ของเราว่า เราเจ๋ง เราเก่ง และหุ้นของเราก็ยอดเยี่ยม... จนกระทั่งลืมไปว่าแท้จริงแล้วเป็นเพราะว่าตลาดโดยรวมมันเป็นขาขึ้นต่างหาก

สุดยอดผู้จัดการกองทุนอย่าง จอห์น เนฟ บอกว่า "หุ้นทุกตัวมีไว้ขาย" ซึ่งก็หมายถึงว่า เขาพร้อมที่จะประเมินหุ้นทุกตัวอย่างตรงไปตรงมา และไม่ปล่อยให้ "ใจ" เข้ามามีผลต่อความคิดความอ่านของเขา หากหุ้นตัวไหนดีเขาก็ยินดีถือไว้เป็นปีๆ แต่ถ้าหุ้นตัวไหนแย่ลงหรือมีราคาพุ่งขึ้นจนเกินมูลค่า เขาก็พร้อมที่จะขายมันโดยไม่ลังเล

ผมเองเห็นด้วยว่า เราอาจรักกิจการที่เราถือหุ้นได้ แต่เป็นการรักในลักษณะที่พร้อมจะสนับสนุนและให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ที่สำคัญต้องประเมินหุ้นอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งนี่ก็คือการให้สมองนำหัวใจ ไม่ใช่ให้ใจนำสมอง

ตลาดหุ้นไม่ใช่สถานที่ "โรแมนติก" ให้คุณไปบอกรักหุ้น และสัญญาว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไป

อย่าลืมว่าหุ้นมีซื้อขายอยู่ในตลาดทุกเมื่อเชื่อวัน อยากได้เมื่อไหร่ก็ค่อยไปซื้อก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเก็บหุ้นแย่ๆ ไว้เป็นลูกรักให้หนักอก เพราะมันอาจไม่ได้รักคุณ เท่ากับที่คุณรักมันก็ได้

จำเอาไว้นะครับว่า "ฝึกสมองก่อนฝึกใจ" และ "อย่าปล่อยให้ใจนำสมอง" เพียงแค่สองข้อนี้ คุณก็จะอยู่รอดปลอดภัยและพร้อมรับมือกับทุกสภาวะของตลาดหุ้นแล้ว

วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2556

X-RAY อิสรภาพทางการเงิน (A)


เป็นตอนเกือบจบของเรื่องอิสรภาพทางการเงินนะครับ

(ถ้ายังไม่เคยอ่าน โปรดดู
http://www.monkeyfreetime.com/2012/12/blog-post_30.html,
http://www.monkeyfreetime.com/2013/01/x-ray.html และ
http://www.monkeyfreetime.com/2013/02/x-ray-r.html เสียก่อน)

คราวนี้เราจะพูดถึงตัว A หรือ Asset ซึ่งมักเป็นจุดหมายปลายทางของคำถามที่ว่า "ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะมีอิสรภาพทางการเงิน?"


อาวุธจะดีขึ้นได้อย่างไร


อย่างที่ผมเปรียบเอาไว้ตั้งแต่ต้นว่า การพิชิตอิสรภาพทางการเงิน คือ การต่อสู้กับสัตว์ที่ร้ายกาจ และ "สัตว์ร้าย" (ค่าใช้จ่าย หรือ ตัว X) เป็นสิ่งที่เราเลือกเองว่าอยากเจองานง่ายหรืองานยาก ส่วน "ทักษะการใช้อาวุธ" (อัตราผลตอบแทน หรือ ตัว r) เป็นเรื่องของการรีดเอาศักยภาพของอาวุธเท่าที่มีออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์

เมื่อพูดถึง อาวุธ หรือ ตัว A ของเรา หากติดตามดูชีวิตของคนส่วนใหญ่ที่ต้องทำงานเก็บเงิน ทรัพย์สินของเราจะเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทางหนึ่งก็มาจาก "เงินออม" (Earning - eXpense) ในแต่ละเดือน และอีกทางหนึ่งก็มาจากทรัพย์สินที่ "งอกเงย" ขึ้นมา (นำ asset A ไปลงทุนได้อัตราผลตอบแทน r ทำให้ได้ผลตอบแทนเท่ากับ rA)


ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น = (E - X) + rA
 
 
ในระยะแรกที่เรายังมีเงินน้อยอยู่ การเพิ่มขึ้นของทรัพย์สินจะมาจาก "เงินออม" เป็นหลัก หัวใจของการไปสู่อิสรภาพทางการเงินในระยะแรกจึงเป็นการใช้จ่ายให้น้อย (minimise ตัว X) และถ้าสามารถเพิ่มรายได้ (ตัว E) ด้วยก็ยิ่งดี อย่างไรก็ตาม การเพิ่มรายได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะถ้าเรายุ่งอยู่กับงานประจำมากพออยู่แล้ว
 
แม้การงอกเงยของทรัพย์สินจะยังไม่ได้มีบทบาทสำคัญในช่วงแรกนี้ แต่การฝึกลงทุนและแสวงหาความรู้ก็เป็นสิ่งที่ต้องเริ่มทันที เพราะมันเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลา
 
 

สมดุลบนเส้นทางสู่อิสรภาพ

 
ข้อดีของการเริ่มฝึกเร็วก็คือ หากเราลงทุนพลาด ความเสียหายก็ยังไม่มากมายนัก เนื่องจากเงินลงทุนของเราก็ยังน้อยอยู่ โดยมากแล้วถ้าเราไปถูกทาง ทรัพย์สินของเราจะเพิ่มขึ้น พร้อมไปกับความรู้เรื่องการลงทุนที่มากขึ้น
 
ผมขอให้ข้อสังเกตเทอม rA ในสมการข้างต้นดังนี้ครับ
 
หากเรามีตัว A ใหญ่ แต่ตัว r เล็ก ก็เหมือนกับการมีอาวุธใหญ่แต่ไม่มีแรงยกขึ้นไปฟาดฟันใคร ในทางกลับกัน หากเรามีตัว r ใหญ่ แต่ตัว A เล็ก ก็เหมือนกับการใช้อาวุธได้แคล่วคล่องว่องไว แต่ไม่น่าเกรงขาม เพราะอาวุธมันเล็กจนไม่สามารถทำงานใหญ่ๆ ได้
 
ทั้งสองกรณีเป็นสิ่งที่ไม่น่าพึงประสงค์ เป็นตัวอย่างของคน "มีตังค์" แต่ลงทุนไม่เป็น กับอีกคนที่ "ลงทุนเก่ง" แต่ไม่มีเงินทุน และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ผมสนับสนุนให้เริ่มต้นฝึกฝนลงทุนตั้งแต่ยังมีเงินไม่มากนัก เพื่อที่ว่าตัว A กับ ตัว r ของเราจะได้เข้มแข็งขึ้นไปพร้อมๆ กัน ซึ่งย่อมจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นในตัวเอง ตลอดจนการควบคุมจิตใจในระหว่างที่อยู่ในสนามลงทุนด้วย
 
 

เมื่อเงินทุนมากขึ้น

 
ตามธรรมชาติเมื่อมีเงินทุนมากขึ้น การเก็บออมจะส่งผลต่ออิสรภาพทางการเงินน้อยลง เมื่อเทียบกับการลงทุน
 
อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่ลืมว่า "ค่าใช้จ่าย" หรือ ตัว X ยังคงแสดงบทบาทอยู่ในสมการอิสรภาพทางการเงินอยู่เสมอ ดังนั้น เราอาจผ่อนคลายการหารายได้ลงได้ เช่น ลดจำนวนชั่วโมงที่ทำงานล่วงเวลา (OT) หรืองานเสริม แต่ไม่ควรเผลอตัวใช้จ่ายเกินจำเป็น ไม่เช่นนั้นการไขว่คว้าหาอิสรภาพทางการเงินของเราก็จะเหมือนกับการพยายามวิ่งเข้า "เส้นชัย" ที่ขยับไกลออกไปเรื่อยๆ
 
และนั่นก็เป็นสิ่งที่มนุษย์เงินเดือนหลายคนกระทำอยู่
 
เงินทุนที่มากขึ้นอาจทำให้คุณรู้สึกชื่นใจ รู้สึก "รวย" และอยากนำเงินออกมาใช้สอยให้มันสมฐานะ ขอให้หยิกตัวเองไว้และคิดเสมือนว่ามันเป็นเงินที่ลงทุนทำธุรกิจ ซึ่งไม่สามารถดึงเข้าดึงออกมาจับจ่ายได้ตามใจชอบ
 
พยายามอย่าไปสนใจคนที่พูดจาประมาณว่า "เฮอะ! มีเงินแล้วไม่ใช้ ก็เหมือนไม่มี" เพราะที่จริงคุณก็ใช้เงินของคุณอยู่ เพียงแต่คุณใช้มันลงทุน!
 
รอจนวันที่อิสรภาพทางการเงินมาถึง พอถึงตอนนั้นแล้ว คุณจะใช้เงินส่วนที่เกินมายังไงก็ได้ จะไปไหนก็ได้ เอาเวลาไปทำประโยชน์อย่างอื่น หรือจะทำงานต่อไปก็ได้ เพราะคุณมี "อิสรภาพ" แล้วครับ