วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2560

P/E Twist


เป็นที่ทราบกันดีว่า แนวทางการลงทุนแบบเน้นมูลค่า ปัจจุบันได้แตกแขนงออกไปหลากหลายทาง นักลงทุนหัวใหม่จำนวนไม่น้อยเลือกลงทุน "หุ้นชั้นยอด" ในราคาที่สมเหตุสมผลแบบเดียวกับ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ขณะที่บางคนก็ลงทุนหุ้นที่ "ดีพอสมควร" ในราคาลดกระหน่ำแบบเดียวกับ เบนจามิน เกรแฮม

ข่าวดีก็คือ แนวทางย่อยทั้งหลายนั้น (หากทำตามหลักที่ถูกต้อง) ล้วนแล้วแต่ให้ผลตอบแทนงดงามได้ด้วยกันทั้งสิ้น ผมจึงเกิดคำถามขึ้นในใจว่า เราจะสามารถเทียบเคียงการลงทุนเหล่านั้นได้หรือไม่ และถ้าหากเทียบกันได้ การซื้อหุ้นโตเร็วที่ P/E 30 เท่า จะดีหรือแย่กว่าการซื้อหุ้นโตช้าที่มี P/E 10 เท่า?

นี่เป็นคำถามที่น่าสนใจ แต่ไม่ยักมีใครเคยพิสูจน์ให้เห็นได้แบบจัง ๆ


หลักคิดสำหรับการทดสอบ


โชคดีอย่างหนึ่งสำหรับนักลงทุนในยุคนี้ คือ เรามีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถทดสอบสมมติฐานต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเราก็จะสร้าง "โมเดล" ขึ้นมาเพื่อศึกษาดูว่า แนวคิดเรื่องการเปรียบเทียบ P/E จะให้ผลออกมาอย่างไร ก่อนอื่นเราจะเริ่มต้นกันด้วยหลักคิดที่สำคัญสำหรับการทดสอบ

หลักคิดที่ 1: ผลตอบแทนระยะยาวของหุ้น = อัตราเงินปันผลเริ่มแรก + อัตราการเติบโต

เรื่องนี้คล้ายคลึงกับสามัญสำนึกของนักลงทุนทั่วไปที่บอกว่า โดยหลักแล้วผลตอบแทนจากหุ้นมาจาก 2 อย่าง ได้แก่ เงินปันผล และส่วนต่างราคา (capital gain) หรือหากนักลงทุนท่านใดเคยอ่านหนังสือเล่มดังอย่าง A Random Walk Down Wall Street ที่เขียนโดย Burton G. Malkiel ลองพลิกไปบทที่ 13 ก็จะได้เห็นสมการตัวนี้

ความจริงแล้วหากท่านใดฟิตพอ ลองแก้สมการจากโมเดลการเติบโตของกอร์ดอน (Gordon Growth Model: GGM) ก็จะได้สมการนี้เหมือนกัน

หลักคิดที่ 2: หากหุ้นสองตัวให้ผลตอบแทนระยะยาวเท่ากัน การลงทุนหุ้นทั้งสองตัวนั้นย่อมเทียบเท่ากัน

นี่เป็นหลักคิดที่มาจากมุมมองของนักลงทุนระยะยาวที่ทำให้เราสามารถเปรียบเทียบการลงทุนหุ้นแต่ละตัวได้ แม้ว่าคุณลักษณะของพวกมันจะมีความแตกต่าง หลักคิดนี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดเราจึงพบนักลงทุนแนว "เน้นคุณภาพ" และนักลงทุนแนว "เน้นของถูก" ที่สร้างความมั่งคั่งได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

เหมือนที่เขาพูดกันว่า การลงทุนไม่ว่าในหุ้นชั้นเยี่ยมหรือหุ้นซังกะบ๊วย ต่างก็สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีได้ หากรู้จักซื้อในราคาที่คู่ควรกับคุณภาพ


หุ้นสองตัว และสมมติฐานตั้งต้น


สมมติเรามีหุ้นอยู่สองตัว คือ หุ้นของบริษัท A ซึ่งธุรกิจเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวแล้ว และหุ้นของบริษัท B ซึ่งยังคงเติบโตได้อีกระยะหนึ่งก่อนเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว

เพื่อให้เปรียบเทียบกันได้ง่าย เราจะกำหนดให้กำไรต่อหุ้น (Earnings per Share หรือ EPS) ของทั้งสองบริษัทนี้เท่ากัน คือ 10 บาทต่อหุ้น และใช้นโยบายเงินปันผลเดียวกันโดยจ่ายในอัตรา 60 เปอร์เซ็นต์ของกำไร สำหรับโปรไฟล์การเติบโตของกำไรในอนาคตเป็นดังนี้


จะเห็นได้ว่าบริษัท A ซึ่งอยู่ในภาวะอิ่มตัวเรียบร้อยแล้วสามารถทำกำไรเติบโตได้เพียง 5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ขณะที่บริษัท B ยังสามารถเติบโตได้เร็วในช่วง 5 ปีต่อจากนี้ ก่อนจะชะลอลงในอีก 5 ปีถัดไป และเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวหลังปีที่สิบ

กล่าวได้ว่าบริษัท B ภายหลังปีที่สิบก็คือ บริษัท A ในวันนี้นั่นเอง

วิธีการศึกษาของเรา คือ ตั้ง "ตุ๊กตา" ขึ้นมาว่า ถ้าบริษัทในภาวะอิ่มตัวควรค่ากับ P/E ที่ 12.5 เท่า (ตัวเลขนี้จะใช้กำหนดค่า P/E ของบริษัท A ในปัจจุบัน และบริษัท B ในอีกสิบปีข้างหน้า) แล้วล่ะก็ บริษัทที่ยังอยู่ในภาวะเติบโต (เช่น บริษัท B ในปัจจุบัน) จะควรค่ากับ P/E เท่าไร

เงื่อนไขของคำว่า "P/E เท่าไหร" ตรงนี้ จะต้องเป็นค่า P/E ที่ทำให้ผลตอบแทนระยะยาวของ หุ้นอิ่มตัว และ หุ้นเติบโต เท่ากันพอดี


ผลลัพธ์


จากกำไรต่อหุ้น (EPS) ตั้งต้น และโปรไฟล์การเติบโตที่ให้มา เราสามารถคำนวณ EPS  (รวมถึงเงินปันผล) ในแต่ละปีของบริษัททั้งสองแห่งได้ เมื่อผนวกกับค่า P/E ของบริษัท B ที่พยายามหาอยู่นี้ เราก็จะสามารถคำนวณราคาหุ้นในแต่ละปีออกมา ทำให้ทราบทั้งผลตอบแทนจากเงินปันผลและผลตอบแทนจาก capital gain วิธีทำก็คือ เราต้องจูนค่า P/E ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะพบจุดที่ผลตอบแทนรวมของหุ้นทั้งสองเท่ากัน

สิ่งหนึ่งที่ท่านควรพบจากการทดลองนี้ก็คือ ค่า P/E ที่เป็นคำตอบในแต่ละปีจะไม่เท่ากัน ในปีแรกค่า "P/E เติบโต" ควรจะมีค่ามาก เพราะบริษัทยังเหลือการเติบโตสูง ๆ อีกหลายปี ส่วนในปีหลัง ๆ ค่า P/E ควรทยอยลดลง เพื่อสะท้อนศักยภาพการเติบโตที่ลดลงไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดเมื่อครบสิบปี ค่า P/E ของบริษัท B ก็ควรเท่ากับ 12.5 ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น



ผลการทดลองปรากฏว่า ผลตอบแทนรวมจากบริษัท A หรือ "หุ้นอิ่มตัว" อยู่ที่ 9.8% โดยมาจากเงินปันผล 4.8% และมาจาก capital gain อีก 5.0% ตัวเลขนี้คงที่ตลอดช่วงระยะเวลาที่ศึกษา เนื่องจากบริษัทนี้มีค่า P/E และอัตราการจ่ายเงินปันผลคงที่ ทำให้ราคาหุ้นและเงินปันผลเพิ่มขึ้นไปในอัตราเดียวกับตัวเลขกำไร

ในอีกทางหนึ่ง บริษัท B หรือ "หุ้นเติบโต" แม้จะจ่ายเงินปันผลในสัดส่วนเดียวกันเมื่อเทียบกับกำไร แต่ด้วยค่า P/E ที่สูง ทำให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเริ่มแรกต่ำ คือ 2.4% อย่างไรก็ตาม การเติบโตของกำไรที่สูงกว่าได้ส่งผลให้ capital gain ของบริษัทนี้มีค่ามาก คือ 7.4% ในต้นปีแรก แต่รวมแล้ว 2.4% + 7.4% = 9.8% ก็เท่ากับกรณีหุ้นอิ่มตัว

จุดที่น่าสังเกตอยู่ในแถวที่ 22 ผลตอบแทนจาก capital gain (หรือ r_cg) ของบริษัท B ค่อย ๆ ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป สวนทางกับผลตอบแทนจากเงินปันผล (r_div) ที่ค่อย ๆ เบียดขึ้นมา จนกลายมาเป็นตัวเลขเดียวกันกับหุ้นอิ่มตัว ณ สิ้นปีที่สิบ ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากค่า P/E (แถวที่ 19 แถบสีเขียว) ที่ทยอยลดลงดังที่เราคาดการณ์เอาไว้ตั้งแต่ต้น


เราได้อะไรจากเรื่องนี้


สิ่งที่ท่านพึงสังเกตได้จากตัวอย่างนี้ คือ ค่า P/E ของหุ้นเติบโตทยอยปรับตัวลงเมื่อเวลาผ่านไป แม้กำไรต่อหุ้นจะยังปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน


สังเกตว่ากำไรต่อหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างน่าตื่นตาตื่นใจจาก 10 บาท กลายเป็น 40 บาท ในระยะเวลาเพียงสิบปี เมื่อคิดในแง่ปัจจัยพื้นฐานแล้ว บริษัทนี้ดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบ อย่างไรก็ดี ค่า P/E ในช่วงเวลาเดียวกันกลับหด "สวนทาง" ลงมาเรื่อย ๆ จากประมาณ 25 เท่า ลดลงจนเหลือเพียง 12.5 เท่า

สิ่งนี้แหละครับที่ผมเรียกว่า P/E Twist เป็นปรากฏการณ์ที่ค่า P/E ปรับตัวลดลงสวนทางกับกำไร มีผลทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นในสัดส่วนที่ด้อยกว่าผลกำไรที่บริษัททำได้ อย่างบริษัท B มีกำไรสูงขึ้นเป็นสี่เท่า (+300%) แต่กลับมีราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า (+100%) เท่านั้น


สิ่งที่อันตรายสำหรับเรื่องนี้อยู่ตรงที่ หากนักลงทุนไม่ระมัดระวังและไม่ปรับความคาดหวังไปตามศักยภาพของบริษัท ท่านอาจห้อยท้ายกลายเป็นคนที่ซื้อของแพงและติดดอยได้ในที่สุด แม้ว่าบริษัทจะมีผลประกอบการดี

สมมติให้เห็นภาพว่าถ้าท่านยังติด "ภาพจำ" และยอมซื้อหุ้นบริษัท B ที่ P/E แถว ๆ 25 เท่า ณ ปีที่ห้า เมื่อ EPS = 25 บาท จะคิดเป็นราคาหุ้น 625 บาท ขณะที่ "fair price" สำหรับหุ้น ณ เวลานั้นควรอยู่ที่ 377 บาท (ตามที่คำนวณได้ในตาราง) นั่นเท่ากับว่าท่านซื้อมันมาในราคาที่แพงเกินไปถึง 66% ... ล่อเป้าชวนให้ขาดทุนมาก หากว่าตลาดเกิดสำนึกขึ้นมาได้

ในกรณีดังกล่าวต่อให้ท่านถือหุ้นต่อมาอีก 5 ปี fair price ของหุ้นก็เพิ่งจะปรับตัวขึ้นมาที่ 500 บาทเท่านั้น ยังไม่ถึงต้นทุนที่ท่านซื้อมาเลยด้วยซ้ำ ทั้ง ๆ ที่หุ้นตัวนี้ผลิตกำไรได้งดงามทุกปี (จากปีที่ 5 ถึงปีที่ 10 กำไรต่อหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 25 บาท เป็น 40 บาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 60 เปอร์เซ็นต์ตลอดห้าปีหลังสุด!)


ทางรอดคืออะไร?


ดังที่เห็นจากการทดลอง ไม่ว่าธุรกิจที่ค่อนข้างอิ่มตัวแล้วหรือธุรกิจที่ยังเติบโตรวดเร็วอยู่ก็ล้วนสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีได้ ทางรอดของเรา คือ การซื้อหุ้น ณ ราคาที่เหมาะสมกับศักยภาพของกิจการ ถ้าจะซื้อหุ้นศักยภาพต่ำ เราก็ต้องต่อรองราคาให้มากหน่อย ในทางกลับกันหากต้องการซื้อหุ้นศักยภาพสูง เราก็ต้องอย่าไปใจดีหรือยอมสู้ราคามากเกินไป และต้องประเมินอนาคตของกิจการได้แม่นยำพอสมควร

ท่านคงพอเดาได้ว่าหากเราเปลี่ยนโปรไฟล์ให้ช่วงเวลาเติบโตเร็วยาวนานขึ้น ตัวเลขในตารางย่อมเปลี่ยนไปด้วย เพราะฉะนั้นคนที่คาดการณ์ได้ใกล้เคียงความจริงมากกว่าก็จะได้เปรียบ อย่างไรก็ตาม จุดเสี่ยงจากเรื่อง P/E Twist ก็ยังคงอยู่ตรงที่ ไม่ว่าท่านคาดการณ์ได้ใกล้หรือไกลความจริง ในระยะยาว P/E ก็จะยังคงทวิสต์ (บิด) ลง เพียงแต่ว่าจะช้าหรือเร็ว ดังนั้น นี่ก็จะเป็นความเสี่ยงที่คนซื้อหุ้นเติบโตจะต้องเผชิญ


*** การทดลองนี้เป็นเพียงตัวอย่าง ท่านสามารถเลียนแบบและสมมติสถานการณ์ขึ้นใหม่ให้สอดคล้องกับหุ้นตามที่ต้องการได้ จำนวนเท่าระหว่างค่า P/E เติบโต และ P/E อิ่มตัว (ค่า k แถบสีม่วงในตาราง) ขึ้นอยู่กับสมมติฐานที่ใส่เข้าไปในโมเดล ***

วันศุกร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2560

"กลยุทธ์สู่ความสำเร็จในการลงทุนหุ้น" - Part 2


[ต่อจาก Part 1]

ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จในการลงทุน
  • ปัจจัยภายนอก - เปรียบเหมือนลมส่ง-ลมต้าน ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม เช่น นโยบายภาครัฐ, อัตราดอกเบี้ย, อัตราแลกเปลี่ยน และเศรษฐกิจในภาพรวม เป็นต้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนสามารถคัดเลือกบริษัทที่ "แกร่ง" พอจะต้านทานปัจจัยเหล่านี้
  • ปัจจัยภายใน - เป็นเรื่องเฉพาะตัวของนักลงทุนเอง หลัก ๆ ก็คือ แก้ว 3 ประการ ซึ่งได้แก่
  1. เงินทุนตั้งต้น วิธีง่าย ๆ คือ ให้อดออม และรู้จักป้องกันตัวเองจาก "รายจ่ายก้อนใหญ่" ที่อาจเข้ามาโจมตี ซึ่งการทำประกันในระดับที่เหมาะสมสามารถช่วยได้
  2. อัตราผลตอบแทน สามารถเพิ่มขึ้นได้โดยไม่ต้องเพิ่มความเสี่ยง แต่ต้องมีความรู้
  3. ระยะเวลา เมื่อการลงทุนให้ผลตอบแทนดีแล้ว นักลงทุนต้องอยู่ในการลงทุนนั้นให้ยาวนานและต่อเนื่องด้วย การติดดอยนาน ๆ มีค่าเสียโอกาสที่แพงกว่าการคัทลอส
  • ในส่วนของตัวนักลงทุนเองพึงจดจำไว้ว่า 1. อย่าหวังพึ่งนักวิเคราะห์ (เรื่องนี้คุณหมออรพรรณเคยทำมาแล้วในการลงทุนช่วงแรก ๆ ไม่เวิร์ก!) 2. หมั่นหาความรู้โดยการอ่านหนังสือหรือไปเรียนคอร์สหุ้น และ 3. ต้องรู้จักอดทน
  • ประเด็นเรื่องความอดทน เน้นย้ำว่าทุกอย่างมี Timing ของมัน อย่าให้เป็นเหมือน "ชาวนาใจร้อน" ที่พยายามดึงต้นกล้า เพียงเพราะหวังจะเห็นมันโตไว ๆ สุดท้ายต้นข้าวก็เลยตายยกแปลง... การลงทุนก็เช่นกัน
  • สำหรับทริกในการเลือกคอร์สลงทุน ควรพิจารณา "ชื่อผู้สอน" เป็นลำดับแรก คุณสมบัติที่ดี คือ 1) ต้องมีความรู้จริง และ 2) ต้องถ่ายทอดเก่ง นอกจากนี้ควรระวังคอร์สที่มีราคาแพงผิดสังเกต


แนะนำกลยุทธ์สำหรับผู้เริ่มต้น/ผู้มีข้อจำกัด
  • ผู้เริ่มต้นหรือมือใหม่มักมีอายุค่อนข้างน้อย จึงได้เปรียบในเรื่องระยะเวลาลงทุน รวมถึงได้เปรียบในแง่ความ "เฟรช" แต่ก็มักเสียเปรียบในแง่เม็ดเงินและประสบการณ์ลงทุนที่ยังมีน้อย
  • กลยุทธ์ที่เหมาะสม ได้แก่ การเพิ่มการออม และรู้จักหาตัวช่วยที่เหมาะสม (เช่น อ่านหนังสือ หรือไปเรียนคอร์สหุ้นที่มีคุณภาพ) เป็นการปิดจุดด้อย ขณะเดียวกันก็พยายามลงทุนให้ต่อเนื่องยาวนาน เพื่อใช้ประโยชน์จากจุดเด่น **ปัจจุบันวิทยากรทั้งสองท่าน ไม่มีท่านใดเปิดคอร์สสอนหุ้น จึงไม่มีประโยชน์ทับซ้อนจากคำแนะนำนี้
  • โดยปกติคนทั่วไปจะต้อง ออม ก่อน จึงจะมีเงินไป ลงทุน ยกเว้นคนที่พ่อแม่รวยก็อาจขอเงินจากทางบ้านเอามาลงทุนได้ (ลงทุนได้โดยที่ไม่ต้องออมก่อน) อย่างไรก็ดี คนที่ออมก่อนลงทุนมักมีความระแวดระวังมากกว่า และน่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า
  • ผู้มีข้อจำกัดด้านเวลาควรใช้กลยุทธ์ลงทุนยาว หลีกเลี่ยงการเก็งกำไรระยะสั้น นอกจากนี้หากลงทุนหุ้นในอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงช้า ก็จะช่วยลดภาระในการติดตามได้ แต่ถ้ามีข้อจำกัดด้านเวลาแบบสุด ๆ การลงทุนผ่านกองทุนรวมอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

ทั้งหมดนี้เป็นเนื้อหาคร่าว ๆ จากงานสัมมนา ซึ่งแน่นอนว่าผมคงเก็บมาได้ไม่ครบเท่ากับการไปนั่งฟังด้วยตัวเองแน่ ๆ เพราะฉะนั้นหากมีอะไรตกหล่นก็ขออภัยด้วย แต่ก็หวังว่าจะมีประโยชน์สำหรับทุกท่านตามสมควรครับ

"กลยุทธ์สู่ความสำเร็จในการลงทุนหุ้น" - Part 1


สรุปแง่คิดสำคัญจากงานสัมมนา "กลยุทธ์สู่ความสำเร็จในการลงทุนหุ้น" ซึ่งจัดขึ้นที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 45 ในวันพฤหัสบดีที่ 6 เมษายน 2560 โดยมีวิทยากร 2 ท่าน ได้แก่ คุณหมออรพรรณ คงพันธุ์วิจิตร ผู้เขียนหนังสือ คู่มือ Scan หุ้น และคุณสุภศักดิ์ จุลละศร ผู้เขียนและผู้แปลหนังสือ แต้มต่อในตลาดหุ้น และ เจาะแก่น P/E

 
  • การทำกำไรจากหุ้นมีหลายแนวทาง ถ้าเก่งจริงในแนวทางที่เลือก ก็สามารถทำกำไรได้ทั้งสิ้น
  • แนวเทคนิค มีความเชื่อพื้นฐานอยู่ 3 ข้อ
  1. ราคาหุ้นสะท้อนทุกสิ่ง
  2. ราคาหุ้นเคลื่อนไหวเป็นแนวโน้ม
  3. ประวัติศาสตร์มักซ้ำรอยตัวเอง
  • ข้อแรกตอบคำถามว่า ทำไมดูกราฟอย่างเดียวก็พอ, ข้อที่สองตอบคำถามว่า เราจะทำกำไรได้อย่างไร (Trend vs Countertrend ถ้าจะตามเทรนด์ ก็ต้องจับการเริ่มต้นและสิ้นสุดของแนวโน้ม แต่ถ้าจะเคาน์เตอร์เทรนด์ ก็ต้องดูแนวรับ-แนวต้าน), ส่วนข้อสุดท้ายเป็นตัวที่ทำให้การดูกราฟในอดีตสามารถนำมาใช้ทำนายอนาคตได้
  • แนวพื้นฐาน มีความเชื่อว่า "ในระยะยาว" ราคาหุ้นจะสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของตัวกิจการ เพราะฉะนั้นการลงทุนตามแนวพื้นฐานจะไม่มีเล่นสั้น ถ้าเล่นสั้น นั่นคือการเก็งกำไรตามข่าว
  • การเก็งกำไรสามารถเล่นยาวหรือสั้นก็ได้ แต่การลงทุนต้องยาวเท่านั้น และถ้าเริ่มต้นอย่างไรก็ขอให้รักษาแนวทางนั้นไว้จนจบ จึงจะเรียกว่ามืออาชีพ
  • การลงทุนหุ้นสามารถทำได้ทั้งแบบ ทีมเวิร์ก และ ฉายเดี่ยว ซึ่งมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ขอให้เลือกตามความถนัด

  • สไตล์การลงทุนของคุณหมออรพรรณ เน้นการอ่านงบการเงิน
  • งบการเงินที่สำคัญ 3 งบ ได้แก่ งบแสดงฐานะการเงิน เป็นตัวบอกความแข็งแกร่ง รวมทั้งปัญหาของตัวกิจการ, งบกำไรขาดทุน เป็นตัวบอกความสามารถในการทำกำไร, งบกระแสเงินสด เป็นตัวบอกโฟลว์ของเงินสด
  • จุดสังเกต คือ บริษัทที่ดีมักจะมีงบการเงินที่ "คลีน" อ่านแล้วไหลลื่น เข้าใจง่าย
  • สำหรับบริษัทที่มีปัญหา ความเห็นของผู้สอบบัญชีมักจะยืดยาว และมีข้อความที่แสดงถึงความพยายามที่จะปกป้องตัวเอง (มาก ๆ)
  • บริษัทที่น่าสนใจตามความเห็นของคุณหมอ ควรมี ROE ไม่น้อยกว่า 15% รวมทั้งมี P/E และ P/BV ต่ำ อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติแล้วบริษัทที่มี ROE สูง ค่า P/BV มักสูงด้วย
 
  • สไตล์การลงทุนของคุณสุภศักดิ์ เน้นให้น้ำหนักการลงทุนตามความชัดเจนของโอกาส (Probabilistic Investment)
  • "แต้มต่อ" เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมีในทุกการลงทุน
  • บริษัทที่ลงทุนควรเป็น self-financing คือ สามารถอุ้มชูตนเองด้วยกระแสเงินสดจากการดำเนินงานได้ ไม่ต้องมาขอเพิ่มทุน
  • นักลงทุนไม่ควรหลงรักหุ้นที่ตนเองถือ ถ้าวิเคราะห์แล้วสมควรขายก็ขายซะ ตลาดหุ้นเปิดทำการแทบทุกวัน อยากได้เมื่อไหร่ค่อยไปซื้อใหม่
  • นักลงทุนอาชีพ "กำไรไม่คุยโว ขาดทุนไม่ซึมเศร้า" และที่สำคัญ คือ ไม่โชว์พอร์ต (ในปี 1978 โรเบิร์ต วิลสัน เปิดเผยสถานะการลงทุนของตนเอง สุดท้ายถูกผู้คนในตลาดรุมกระซวก ขาดทุนไปหลายล้านดอลลาร์)

[มีต่อ Part 2]

วันพฤหัสบดีที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2560

Growth... Catch Me If You Can


เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วในหมู่นักลงทุนว่า หุ้นที่มีการเติบโตสูงควรค่ากับการมี P/E ที่สูงตามไปด้วย หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ เรามักยอม "สู้ราคา" หากรู้ว่าหุ้นตัวนั้นเป็นหุ้นโตเร็ว

ปัญหาอยู่ตรงที่คำว่า "โตเร็ว" นั้น เป็นสิ่งที่มีแก่นสารอย่างแท้จริงหรือไม่ และ หุ้นที่โตเร็วในอดีตมีแนวโน้มที่จะโตเร็วในอนาคตด้วยหรือเปล่า มีใครเคยศึกษาเรื่องนี้มาบ้าง? และถ้าลองทดสอบในแบบฉบับของผม ผลลัพธ์จะออกมาแตกต่างกันไหม?

สุดท้ายลองมาดูกันนะครับ ว่าจะนำความรู้นี้ไปปรับปรุงการลงทุนของท่านได้อย่างไร


มีใครเคยศึกษามาบ้าง (1)


งานวิจัยเรื่อง growth หรือการเติบโตของกำไร ชิ้นที่โด่งดังที่สุดชิ้นหนึ่งย้อนไปไกลถึงปี 1962 เมื่อ เอียน มัลคอล์ม เดวิด ลิตเติล (I. M. D. Little) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ได้ทดลองนำข้อมูลย้อนหลังสิบปีของบริษัท 400 แห่ง มาแบ่งกลุ่มตามอัตราการเติบโตของกำไร เรียงตั้งแต่กลุ่มที่โตเร็วสุดไปจนถึงกลุ่มที่โตช้าสุด ... และแน่นอนครับ คำนวณมือล้วน ๆ เพราะสมัยนั้นยังไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้กันอย่างแพร่หลายเหมือนทุกวันนี้

ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะออกมาหาก growth เป็นสิ่งที่สามารถทำนายได้ คือ บริษัทในกลุ่มที่โตเร็วที่สุด 10 เปอร์เซ็นต์แรกจากในอดีต ควรเป็นกลุ่มที่โตเร็วที่สุดในอนาคตด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ผลที่ออกมาจริงกลับปรากฏว่า ไม่เวิร์ก เพราะทุกกลุ่ม (ไม่ว่ากลุ่มที่โตเร็วสุด โตช้าสุด หรือกลุ่มไหน ๆ ก็ตาม) ล้วนมีการเติบโตในอนาคตที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของตลาดด้วยกันทั้งสิ้น ดังรายละเอียดที่แสดงอยู่ในหนังสือ เจาะแก่น P/E หน้า 142-144

สรุปได้ว่า หุ้นที่โตเร็วในอดีต ไม่ได้ โตเร็วในอนาคต


การทดสอบของ MonkeyFreeTime


หลังจากผ่านไป 55 ปี เราน่าจะลองนำสิ่งนี้มาทดสอบกันบนผืนแผ่นดินไทยบ้างดีกว่า

เนื่องจากข้อมูลกำไรของบริษัทแห่งหนึ่งแห่งใดย้อนหลังไปหลาย ๆ ปีเป็นสิ่งที่หาได้ไม่ยาก แต่ถ้าเราต้องการข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในตลาดหุ้นไทย ความยากจะกลายเป็นอีกระดับหนึ่งไปในทันที (ยกเว้นท่านจ่ายเงินซื้อข้อมูล หรือมีเพื่อนที่ยินดีให้ฐานข้อมูลนี้กับท่านฟรี ๆ) ทางออกของผมก็คือ ทดสอบด้วยข้อมูลจากวารสาร Invest+ ที่ บล.เอเซีย พลัส เผยแพร่ต่อลูกค้า ซึ่งรวบรวมข้อมูลหุ้น 155 ตัวที่บริษัทติดตามอยู่ แน่นอนว่านี่เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของตลาดหุ้น แต่ก็นับได้ว่ามีการกระจายไปในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม และสำหรับผมก็ต้องถือว่าดีกว่าไม่มีข้อมูลอะไรให้เล่นเลย

เมื่อตัดหุ้นที่มี กำไรต่อหุ้น ติดลบในแต่ละปีออกไปแล้ว จะเหลือจำนวนหุ้นอยู่ 122 ตัวที่มีกำไรเป็นบวกตั้งแต่ปี 2556 ถึงปี 2558 (วารสารเล่มล่าสุดยังไม่มีการรายงานกำไรของปี 2559) ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่เราจะนำมาทดสอบกัน

ข้อมูลนี้ทำให้ผมสามารถศึกษา growth ของกำไรปี 2557 (เทียบกับปี 2556) และกำไรปี 2558 (เทียบกับปี 2557) โดยแบ่งบริษัทออกเป็นกลุ่ม ๆ เช่นเดียวกับที่ศาสตราจารย์ลิตเติลทำไว้ในปี 1962 เพียงแต่คราวนี้ผมแบ่งเป็น 5 กลุ่มแทนที่จะเป็น 10 กลุ่ม จากนั้นก็ดูว่า growth ของกำไรในสองช่วงเวลานั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร

ท่านอาจจินตนาการการแบ่งกลุ่มนี้ให้เป็น "ถัง" ก็ได้ [ภาพที่ 1] เรามี ถังเบอร์ 5 ที่ใส่บริษัทจำนวน 25 แห่ง (20 เปอร์เซ็นต์แรก) ที่มีการเติบโตสูงสุดในปี 2557 และทำแบบนี้ไล่ไปตามลำดับ ต่อจากนั้นก็จะมาดูกันว่าในปีต่อไป บริษัททั้งหลายที่เคยอยู่ในถังเบอร์ 5 จะยังคงได้อยู่ในถังเบอร์ 5 ของปี 2558 อีกหรือไม่ หรือว่าจะย้ายไปถังเบอร์ 4 อย่างนี้เป็นต้น


สิ่งที่เพิ่มเติมจาก ศ.ลิตเติล คือ ผมวิเคราะห์ด้วย transition matrix หรือถ้าพูดให้เท่น้อยหน่อย มันก็คือ "ตาราง" ที่แสดงการเปลี่ยนกลุ่มระหว่างปี 2557 กับปี 2558 นั่นเอง [ภาพที่ 2] สังเกตว่าผมกำกับตัวเลขสีแดงและสีน้ำเงินเป็นหมายเลขถังในแต่ละปี ส่วนตัวเลขสีดำในตารางก็เป็นจำนวนบริษัท

ตารางนี้ตีความได้ง่าย ๆ ว่าจากบริษัท 25 แห่งที่อยู่ในถังเบอร์ 5 ของปี 2557 (แถวบนสุดของตัวเลขสีดำ) มีเพียง 5 บริษัท ที่ขยับไปอยู่ในถังเบอร์ 5 ของปี 2558 ส่วนบริษัทที่เหลือนั้นต่างกระจายไปอยู่ในถังเบอร์อื่น ๆ ทั้งสิ้น

ที่น่าสนใจก็คือ มีถึง 10 บริษัท (จากทั้งหมด 25) ที่เคยอยู่ในถังเบอร์ 5 อันเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตสูงสุด พอปีถัดมากลับย้ายรวดเดียวไปอยู่ถังเบอร์ 1 โน่นเลย


ในทางกลับกันแถวล่างสุด มีบริษัทถึง 10 แห่งที่เคยอยู่ในถังเบอร์ 1 ของปี 2557 (มีกำไรเติบโตต่ำสุด) แต่กลับก้าวกระโดดไปอยู่ในถังเบอร์ 5 ของปี 2558

ที่จริงแล้วความคาดหวังของเราหาก growth เป็นสิ่งที่สามารถทำนายได้ คือ ตัวเลขพวกนี้ควร "เกาะกลุ่ม" อยู่ในแนวทแยงมุม (ช่องสีเทา) ใครเคยอยู่หมายเลขไหนปีถัดมาก็ควรจะอยู่หมายเลขเดิม หรือหากจะขยับเขยื้อนจริง ๆ ก็น่าจะไปไม่ไกลจากแนวทแยงมากนัก แต่ว่าผลลัพธ์ก็ไม่ได้สอดคล้องกับความคาดหวังนี้เลยสักนิด

จึงแปลได้ว่า การเติบโตในอดีต ไม่ได้ สัมพันธ์กับการเติบโตในอนาคต


มีใครเคยศึกษามาบ้าง (2)


หลังจากทำการทดลองดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว ในเวลาต่อมาผมก็ค้นพบว่าเคยมีผู้ทำการวิเคราะห์ด้วย transition matrix ในรูปแบบเดียวกันมาแล้วในปี 2008 แถมคนที่ทำก็ยังเป็น "บิ๊กเนม" ในแวดวงการเงินเสียด้วย นั่นคือ ศาสตราจารย์อัสวัธ ดาโมดารัน (Aswath Damodaran) ที่เขียนตำราเรื่องการประเมินมูลค่าหุ้นมาแล้วหลายต่อหลายเล่ม

ในงานวิจัยปี 2008 ศ.ดาโมดารัน แบ่งบริษัทออกเป็น 6 กลุ่มตามการเติบโตของกำไร แล้วดูว่าบริษัทที่อยู่ในถังต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายอย่างไรบ้าง ก่อนจะสรุปว่าการเติบโตของกำไรบริษัทเป็นสิ่งที่ ไม่ คงทน




ความแตกต่างก็คือ MonkeyFreeTime ทดสอบอัตราการเติบโตในระยะประชิด โดยเอาปีที่ 1 เทียบกับปีที่ 2 ขณะที่ ศ.ดาโมดารัน ใช้ข้อมูล 5 ปีแรกเทียบกับ 5 ปีหลัง อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ออกมาในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ การเติบโตในอดีตไม่มีความสัมพันธ์กับการเติบโตในอนาคต


เอาความรู้ไปใช้


หลังจากอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผมมั่นใจว่าจะยังมีผู้อ่านหลายท่าน "อยากดื้อ" เพราะรู้สึกว่าหุ้นหลายตัวที่เคยเห็นว่าโตเร็วต่างก็ยังคงโตเร็วในปีต่อ ๆ มา จึงรู้สึกค้านในใจอยู่ลึก ๆ

ก่อนอื่นผมคงต้องบอกว่า หุ้นลักษณะนั้นมีจริงแน่ ๆ และมีหลายตัวด้วย แต่การทดสอบทั้งหมดข้างต้นล้วนกระทำในรูปแบบของ พอร์ตโฟลิโอ เพราะฉะนั้น ถ้าท่านเลือกหุ้นเก่ง ท่านก็จะเจอหุ้นเติบโตที่โตได้อย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าท่านเก่งแค่ระดับปานกลาง ผลก็จะเป็นไปอย่างที่งานวิจัยบ่งชี้ออกมา เพราะที่จริงนอกจากหุ้นเติบโตตัวเด่น ๆ ที่สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องแล้ว ก็ยังมีหุ้นเติบโตหลายตัวที่ทยอยลาโรงกันไปในช่วงเวลาเดียวกัน ... ตรงนี้ท่านคงต้องวิเคราะห์ตัวเองก่อนที่จะวิเคราะห์หุ้น

ประการต่อมาสมมติเรายอมรับแล้วว่า สำหรับหุ้นโดยเฉลี่ย การเติบโตในอดีตไม่มีความสัมพันธ์กับการเติบโตในอนาคต เราก็ควรย้อนกลับมาคิดดูว่า ตัวแปร growth ที่ใส่ลงไปเวลาที่จะประเมินมูลค่าหุ้นนั้น เป็น "ตัวแสบ" ที่ทำให้มูลค่าหุ้น (ในมุมมองของเรา) ออกมาผิดเพี้ยนหรือไม่ หากเกรงว่าจะเป็นเช่นนั้น เราควรปรับตัวเลขให้ขยับเข้ามาหาค่าเฉลี่ยการเติบโตของเศรษฐกิจหรืออุตสาหกรรมที่บริษัทนั้น ๆ อยู่ เพื่อป้องกันการมองโลกสวยเกินจริง โดยเฉพาะถ้าดูเหมือนว่าบริษัทที่เราสนใจมีการเติบโตที่สูงกว่าชาวบ้านชาวเมืองเขามาก ๆ

ประเด็นสำคัญที่ตามมากับเรื่องนี้ คือ เรายังควรใช้วิธีการประเมินมูลค่าหุ้นที่มีความเปราะบางต่อตัวเลข growth หรือไม่?!

ตัวอย่างของวิธีพวกนี้ เช่น วิธี PEG (P/E to Growth) ที่เรารู้จักกันทั่วไป หรือวิธี PERG (P/E adjusted by Risk and Growth) ที่เสนอโดย ฮาเวียร์ เอสตราดา (Javier Estrada) ในปี 2005 ซึ่งอันหลังก็น่าสนใจ เพราะอาจารย์ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา ท่านเคยศึกษาเคสในเมืองไทยมาแล้ว และพบว่าใช้ P/E ธรรมดา ๆ ก็ชนะวิธีพวกนี้ได้ ... แถมยังไม่ต้องสุ่มเสี่ยงกับความเปราะบางเรื่อง growth ด้วย

อันหลังสุดนี้ผมเป็นคนพูดเองครับ

วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2559

กับดักกองทุนรวม


เป็นธรรมดาของผู้เลือกซื้อกองทุนรวมที่จะมองหากองทุนที่มีประวัติผลตอบแทนดีเยี่ยม แต่เรา ๆ ท่าน ๆ เคยคิดกันบ้างไหมว่า ผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมนั้นมีอะไรอยู่เบื้องหลัง?

สมมติมีกองทุนรวมให้ท่านเลือกอยู่ 2 กอง ซึ่งมีผลตอบแทนย้อนหลัง ดังนี้


ผมค่อนข้างแน่ใจว่าหากมีเพียงข้อมูลข้างต้น คนจำนวนมากจะจิ้มกองทุน A เพราะเชื่อว่าให้ผลตอบแทนเหนือกว่ากองทุน B ชัดเจน ไม่ว่าจะมองย้อนไป 1 ปี, 3 ปี หรือ 5 ปี ซึ่งดูไปแล้วกองทุน B น่าจะไม่เคยชนะกองทุน A ได้เลย สรุปก็คือ ถ้าดูในมิติของผลตอบแทนย้อนหลัง กองทุน A ถือว่าชนะขาดแบบไม่ต้องเสียเวลาคิด

อย่างไรก็ตาม ผมอยากชี้ให้เห็นกับดักอันหนึ่งของการเลือกซื้อกองทุนรวมจากผลตอบแทนย้อนหลัง เพราะตัวเลขที่สูง "ทุกช่อง" ก็ไม่ได้แปลว่า ผลตอบแทนจะเหนือกว่า "ทุกปี" แบบไม่มีอะไรให้คิดเหมือนกัน

หากหน่วยลงทุนของกองทุนทั้งสองเริ่มต้นที่ 10 บาทเท่า ๆ กัน เมื่อห้าปีที่แล้ว ผลตอบแทนแบบทบต้นย้อนหลังห้าปีที่ 6% ต่อปีหมายความว่า ปัจจุบันมูลค่าหน่วยลงทุนจะอยู่ที่ประมาณ 13.38 บาท เท่ากันทั้งสองกองทุน (10 * 1.06^5 = 13.38) แต่รายละเอียดที่แตกต่างกันจะไปอยู่ตรงระหว่างทาง

กองทุน A มีผลตอบแทนปีล่าสุดสูงถึง 23.6% แต่ถ้าเราคิดย้อนกลับจากจุดนี้ มูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุน A เมื่อหนึ่งปีที่แล้วจะอยู่ที่ 10.83 บาท (13.38 / 1.236 = 10.83) และนั่นก็แปลว่า กองทุนทำผลตอบแทนแบบทบต้นได้เพียง 2% ต่อปี ตลอด 4 ปีแรก (เพราะว่า (10.83/10)^(1/4) = 1.02)

กระบวนการคิดแบบย้อนกลับสามารถทำให้เราถอดตัวเลขและ "เห็นภาพ" ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นระหว่างทางดังตารางด้านล่าง สำหรับบางปีนั้น ผมจำเป็นต้องแสดงตัวเลข เฉลี่ยต่อปี ของช่วงเวลา (เช่น ปีที่ 1 ควบปีที่ 2) เนื่องจากเราไม่สามารถระบุตัวเลขรายปีได้ทั้งหมด รู้แต่เพียงว่าในช่วงเวลานั้น ๆ เช่น ในปีที่ 1 และ 2 กองทุน A ทำผลตอบแทนได้เฉลี่ย 2% ต่อปี


ท่านคงสังเกตได้ว่า กองทุน A ที่ดูเหมือนจะมีผลตอบแทนโดดเด่นในตารางแรก แท้จริงแล้วกลับ "ด้อยกว่า" กองทุน B มาตลอด 4 ปี แต่เพิ่งจะมาพุ่งพรวดราวกับโด๊ปยาแค่ในปีล่าสุดปีเดียว และถ้าเอามือปิดคอลัมน์ขวาสุด พิจารณาเพียงแค่ 4 ปีแรก ผมเชื่อว่าคงมีหลายท่านอยากเปลี่ยนใจมาซื้อกองทุน B แทนเป็นแน่

ประเด็นเรื่อง ผลตอบแทนพุ่งพรวด นั้นเป็นเรื่องที่ฟันธงได้ยาก บางทีอาจเป็นเพราะกองทุนไปซื้อหุ้นแรง ๆ และเจอ "แจ็กพ็อต" เข้าพอดี ซึ่งอาจเป็นเรื่องดวงมากกว่าฝีมือ หรืออาจมีผู้จัดการกองทุนคนใหม่ที่เก่งกาจเข้ามาบริหารในช่วงปีหลังสุดก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม โดยหลักทั่วไปแล้วนักลงทุนควรพยายามหากองทุนที่มีผลตอบแทนดีคงเส้นคงวา มากกว่าที่จะดีเลิศในบางปีแล้วก็แย่ในอีกหลาย ๆ ปี

แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ ถ้าไม่ระวังให้ดี พอเห็นตัวเลข สามัญสำนึกก็หลอกเราได้เหมือนกัน

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ตลาดหุ้นเมื่อสิ้นรัชกาล


ประเทศของเราว่างเว้นจากการผลัดแผ่นดินมายาวนาน นับตั้งแต่วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จขึ้นครองราชย์ ก่อนที่จะทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในอีก ๔ ปีต่อมา คือ ในวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสิ้นรัชกาลจึงมีความสำคัญควรค่าแก่การบันทึกไว้ 

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ข่าวการประชวรของ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของคนไทยทั้งประเทศ และแน่นอนว่ารวมถึงตลาดหุ้นด้วย บางวันที่ตลาดหุ้นดิ่งลงอย่างรุนแรงโดยไม่มีสาเหตุแน่ชัด ผู้คนก็มักเล่าลือกันว่าเป็นเพราะ “ข่าวอัปมงคล” ที่มีผู้เจตนาปล่อยออกมาทุบตลาด เรื่องนี้เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งในอดีต แต่ก็ไม่เคยจับตัวการที่ปล่อยข่าวได้ ตราบจนกระทั่งคำแถลงที่ไม่มีใครอยากฟังปรากฏขึ้นบนจอโทรทัศน์ เมื่อเวลา ๑๙.๐๐ น. ของวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙


ช่วงเวลาบีบหัวใจ



ประกาศสำนักพระราชวังหลายฉบับที่ออกมารายงานเกี่ยวกับพระอาการประชวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างต่อเนื่องทำให้ประชาชนไทยใจคอไม่สู้ดี หลายคนสวดมนต์อยู่กับบ้านเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ขณะที่บางคนก็ไปเฝ้าติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช

ในเวลาเดียวกันข่าวสารทางสื่อสังคมออนไลน์ เช่น ไลน์ (Line) และเฟซบุ๊ก (Facebook) ก็มีข่าวลือ ออกมามากมาย ทั้งยังมีการบอกต่อให้พสกนิกรช่วยกันสวดมนต์ถวายในหลวง และมีบทสวดให้ด้วยเสร็จสรรพ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ยังคง “ปราม” ไม่ให้ประชาชนเชื่อถือข่าวลือต่าง ๆ ที่จะทำให้เกิดความปั่นป่วน และให้รับฟังข่าวสารจากรัฐบาลผ่านทางสื่อหลัก เช่น โทรทัศน์ เป็นสำคัญ 

ำหรับตลาดหุ้นนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะนับจากวันจันทร์ที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๙ ทันทีที่ตลาดหุ้นเปิดมาก็ร่วงลงไป ๕๑ จุด หรือลดลง ๓.๔ เปอร์เซ็นต์จากวันทำการก่อนหน้า ซึ่งถือว่ามากโขอยู่ แต่นั่นก็ยังเทียบไม่ได้กับอีกสองวันต่อมา คือ วันพุธที่ ๑๒ ตุลาคม เมื่อตลาดหุ้นทรุดลงไปทำจุดต่ำสุดติดลบ ๙๙ จุด หรือลดลงถึง ๖.๘ เปอร์เซ็นต์ในช่วงระหว่างวัน


คืนที่น่าหวาดผวา



ในคืนวันพุธที่ ๑๒ ตุลาคม หลังจากได้ยินข่าวว่าพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน มีพระราชบัญชาให้จัดการสวดมนต์ตามวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อถวายพระพรแด่ในหลวงของเราให้ทรงหายจากพระอาการประชวร ข้าพเจ้าก็ประมวลข่าวสารจากทุกด้าน และเริ่มรู้สึกว่าสถานการณ์ล่าสุดคงจะน่าเป็นห่วงมากกว่าที่ข้าพเจ้าพยายามคิด

คืนนั้นข้าพเจ้าเข้านอนด้วยความวิตก แม้จะรวมรวมสมาธิสวดมนต์ถวายแด่ในหลวง แต่พอล้มตัวลงนอนก็นึกหวั่นขึ้นมาอยู่ดีว่า สิ่งที่ข้าพเจ้าและคนไทยทั้งมวลพยายามทำ จะส่งผลมากพอให้พวกเราผ่านพ้นค่ำคืนนี้ไปได้อย่างปกติสุขหรือไม่


วันที่กลายเป็นประวัติศาสตร์



เช้าวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ ตุลาคม ตลาดหุ้นเปิดทิ้งดิ่งลงมาทันที ๑๙ จุด ซึ่งแม้จะมากพอสมควร แต่ก็ดูเหมือนจะเป็น “ปกติ” สำหรับภาวะที่ไม่ปกติอย่างช่วงเวลานั้น และต่อมาดัชนีหุ้นก็ลงไปทำจุดต่ำสุดติดลบ ๔๖ จุดในช่วงแรกของการซื้อขายภาคบ่าย

จุดพลิกผันอยู่ที่เวลา ๑๕.๔๖ น. เมื่อมีแรงซื้อพุ่งโถมเข้ามาราว ๔,๓๐๐ ล้านบาท ภายในเวลา ๕ นาที ถือเป็นปริมาณการซื้อขายที่มากขึ้นเป็นสองเท่า เมื่อเทียบกับช่วง ๕ นาทีก่อนหน้านั้น ส่งผลให้ดัชนี SET พุ่งขึ้นทันที ๑๑ จุด ก่อนที่ช่วงเวลาที่เหลือตลอดบ่ายจะเป็นการไล่กวาดกว้านซื้อหุ้นกันอย่างไม่คิดชีวิต สรุปแล้วดัชนีดีดตัวขึ้นถึง ๕๖ จุด หรือ ๔.๑ เปอร์เซ็นต์จากจุดต่ำสุด ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง

หลังจากตลาดหุ้นปิดไม่นานก็มีข่าวลือแพร่ออกมาว่ารัฐบาลจะมีการแถลงข่าวในคืนนี้ ข้าพเจ้ายอมรับตามตรงว่าไม่อยากให้มีการแถลงข่าวอะไรเลย เพราะหวั่นใจว่าจะเป็นข่าวร้าย แม้สัญญาณที่ส่งออกมาจาก สำนักข่าวตลาดหุ้น ดูแล้วเหมือนน่าจะเป็นข่าวดีอะไรสักอย่าง (เนื่องจากในแวดวงการลงทุนเป็นที่เชื่อกันโดยทั่วไปว่า หุ้นจะตกเมื่อมีข่าวร้าย และหุ้นจะขึ้นเมื่อมีข่าวดี) เพียงแต่นึกไม่ออกว่าข่าวดีจะมาในรูปแบบไหน
ข้าพเจ้าผละจากหน้าจอหุ้นและออกไปสังเกตการณ์รอบ ๆ บริเวณบ้าน ด้วยเคยได้ยินมาว่า แต่โบราณเมื่อมีเหตุแก่บ้านเมือง เช่น การสูญเสียเจ้านายชั้นสูง มักปรากฏอาเพศหรือลางบอกเหตุ ทว่าเย็นวันนั้นข้าพเจ้ามองออกไปก็ไม่เห็นเมฆหม่น ฝนพรำ ท้องฟ้าแปรปรวน หรือลมกระโชกใด ๆ ซึ่งที่จริงคงต้องบอกว่าไม่รู้สึกว่ามีลมพัดเลยเสียด้วยซ้ำ ในละแวกบ้านมีแต่ท้องฟ้าที่เป็นสีฟ้าใสและสงบนิ่งอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ก้อนเมฆใหญ่น้อยแม้แต่ก้อนเดียวก็ไม่ปรากฏ หากไม่นับความรู้สึกหวาดหวั่นที่อยู่ในใจ ท้องฟ้าวันนั้นน่าจะนับว่าสวยงามอย่างที่หาได้ยากยิ่ง

เมื่อถึงเวลา ๑๙.๐๐ น. รายการโทรทัศน์ตัดเข้าสู่แถลงการณ์ ตัวหนังสือแรก ๆ ที่ปรากฏบนจอทำให้ความหวังของข้าพเจ้าและคนไทยทั้งปวงดับสิ้นลง

“เสด็จสวรรคต”


เหตุบังเอิญ?



คืนวันนั้นตรงกับวันขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๑ เป็นช่วงหัวค่ำที่ข้าพเจ้ารู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่เย็นเยียบ ท้องฟ้ามีพระจันทร์ลอยเด่น แต่ไร้ดวงดาว ซึ่งก็นับว่าพิกลอยู่ เพราะตลอดเย็นวันนั้นลมสงบจนน่าจะเรียกได้ว่าไม่มีลมพัดเสียเลย หากก้อนเมฆจะแห่แหนลอยเข้ามาปกคลุมท้องฟ้าจนมิดได้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็ควรเป็นเรื่องเหลือเชื่อและผิดหลักวิทยาศาสตร์ อีกทั้งพระจันทร์ก็ไม่น่าจะสุกสว่างดังที่ข้าพเจ้าเห็นด้วย

ในละแวกบ้านของข้าพเจ้า สุนัขทั้งหลายต่างปิดปากเงียบไม่มีเสียงเห่ากันอย่างที่เคย ราวกับว่าพวกมันได้อพยพย้ายที่อยู่กันไปเสียหมด เสียงแมวที่ปกติจะมาป้วนเปี้ยนร้องหง่าว ๆ เป็นประจำ คางคกและกบที่เคยกระโดดกันสวบสาบ รวมถึงแมลงที่เคยส่งเสียงร้องกันในเวลากลางคืนก็พากันหายไปอย่างน่าประหลาดด้วยเหมือนกัน นี่อาจไม่ใช่เรื่องเหลือเชื่อ แต่ก็ช่างสอดคล้องอย่างพอเหมาะพอเจาะกับจิตใจอันห่อเหี่ยวของพสกนิกรไทยในห้วงเวลานั้น

ครั้นถึงรุ่งเช้าเมื่อตื่นขึ้นมาข้าพเจ้าก็ไม่ได้ยินเสียงนกร้องแม้สักตัว ทั้งที่โดยปกติแล้วพวกนกกระจอกจะชอบมาจิกเคาะอยู่ที่หน้าต่างห้องนอนและห้องน้ำของข้าพเจ้าอยู่ไม่เว้นวาย จนอดคิดไม่ได้ว่าความเศร้าสร้อยของมนุษย์เป็นหมู่ใหญ่คงจะถ่ายโอนไปสู่สัตว์ต่าง ๆ ได้ด้วยกระมัง กระทั่งช่วงสายของวันนั้นในอินเทอร์เน็ตก็มีข่าวว่ามีผู้พบปรากฏการณ์ หมอกธุมเกตุ ปกคลุมพระนคร ซึ่งตามตำราอธิบายว่ามักจะเกิดขึ้นในเวลาที่มีเหตุใหญ่ ๆ เช่น การสวรรคตของพระเจ้าแผ่นดิน และเรื่องราวเช่นนี้มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนกระทั่งถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ดังเหตุการณ์ที่มีการบันทึกไว้เมื่อครั้งในหลวงรัชกาลที่ ๕ เสด็จสวรรคต 

ม้จะยืนยันไม่ได้ว่าหมอกธุมเกตุเกิดขึ้นในละแวกบ้านข้าพเจ้าด้วยหรือไม่ เนื่องจากข้าพเจ้าไม่ได้ออกไปสังเกตการณ์ในที่สูงหรือตรวจสอบทัศนวิสัยในระยะไกล แต่ถ้าเรื่องนี้เป็นจริง มันก็น่าจะอธิบายปรากฏการณ์ประหลาดที่ทำให้สรรพสัตว์เงียบงัน หรือทำให้ท้องฟ้าไร้เมฆไร้ดาวได้

ความจริงแล้วปรากฏการณ์ที่น่าอัศจรรย์อื่น ๆ ยังมีอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นหมู่เมฆที่ไปรวมตัวกันบริเวณฝั่งตะวันตกของกรุงเทพมหานคร (และน่าจะเป็นเหตุผลที่สอดคล้องกับท้องฟ้าที่ปลอดโปร่งในละแวกบ้านของข้าพเจ้า) ทั้งยังมีแสงอาทิตย์สาดส่องจำเพาะลงมาเหนือโรงพยาบาลศิริราช ปรากฏการณ์พระจันทร์ทรงกลด มีฝูงนกบินวนรอบพระบรมมหาราชวัง หรือมีก้อนเมฆปรากฏเป็นรูปของในหลวงรัชกาลที่ ๙ เป็นต้น อย่างไรก็ดี ปรากฏการณ์เหล่านี้ข้าพเจ้าไม่ได้พบเห็นด้วยตนเอง เพียงแต่ทราบจากหนังสือพิมพ์และสื่อต่าง ๆ


ความวิปริตของตลาดหุ้น



ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ตลาดหุ้นในบ่ายวันที่ ๑๓ ตุลาคม มีการไล่ซื้อหุ้นกันอย่างผิดปกตินับตั้งแต่เวลา ๑๕.๔๖ น. ซึ่งถ้าเทียบเคียงกับประกาศสำนักพระราชวังที่ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต เมื่อเวลา ๑๕ นาฬิกา ๕๒ นาที ก็ต้องถือว่าใกล้เคียงกันอย่างมาก ประกอบกับปริมาณการซื้อขายที่โถมเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเวลา ๑๕.๕๓ น. คิดเป็นเม็ดเงินกว่า ๓,๒๐๐ ล้านบาท ผลักดันให้ดัชนีพุ่งขึ้น “อีก ๑๑ จุด” ในช่วงเวลาเพียง ๓ นาที ทั้งหมดนี้ยากที่จะเป็นเรื่องบังเอิญ



เหตุการณ์นี้ทำให้หลายท่านสงสัยว่า มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลในตลาดหุ้นที่มีแหล่งข่าว “วงใน” ที่รวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ และพร้อมที่จะตอบสนองต่อข่าวตามที่พวกเขามีมุมมองหรือไม่

นอกจากนั้นแล้วเมื่อพิจารณาจากตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งปิดทำการหลังตลาดหุ้นราว ๆ ๑๕ นาที สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับดัชนีหุ้น (SET50 Index Futures) ก็ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง ๑๖-๑๗ จุด (ของดัชนี SET50) แม้ภายหลังตลาดหุ้นปิด สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุน มีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า ว่าดัชนีหุ้นจะยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อในวันรุ่งขึ้น

ในวันทำการถัดมา คือ วันศุกร์ที่ ๑๔ ตุลาคม ดัชนี SET พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงถึง ๔๙ จุด ทันทีที่เปิดตลาด ก่อนที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบตลอดทั้งวันและปิดไปบวก ๖๕ จุด หรือบวก ๔.๖ เปอร์เซ็นต์ ท่ามกลางความฉงนสนเท่ห์ของนักลงทุนรายย่อยจำนวนมาก


ผิดคาด-ตามคาด



เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนความรู้สึกของพสกนิกรไทย ข้าพเจ้าขอเรียกการตอบสนองของตลาดหุ้นภายหลังเหตุการณ์นี้ว่า ตอบสนองโดยปรับตัวสูงขึ้น แทนที่จะเรียกว่า ตอบสนองในทางบวก (แม้ดัชนีหุ้นจะปรับตัว “บวก” หรือเพิ่มขึ้นจริง ๆ ก็ตาม) เนื่องจากการบวกในเชิงตัวเลขกับการบวกในแง่ของการตีความนั้นอาจไม่ตรงกันเสมอไป และโดยแท้จริงแล้วความสูญเสียอันยิ่งใหญ่นี้ก็ไม่มีทางจะเป็นไปในทางบวกใด ๆ ได้เลย

การที่ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นภายหลังรับรู้ข่าวการเสด็จสวรรคต นับว่าขัดแย้งกับความรู้สึกและความคาดหวังของนักลงทุนรายย่อยจำนวนมาก เพราะพวกเขาเชื่อว่าประเทศไทยหลังจากสิ้นรัชกาลที่ ๙ น่าจะมีพื้นฐานอ่อนแอลง อย่างน้อยก็เป็นการชั่วคราว สิ่งที่ควรสะท้อนออกมาในตลาดหุ้นจึงน่าจะเป็นการที่หุ้นตกหนักเสียยิ่งกว่าตอนที่เพียงแค่มีข่าวพระอาการประชวร ครั้นเมื่อเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม พวกเขาจึงรู้สึกประหลาดใจเหลือประมาณ ต่างจากนักลงทุนสถาบัน เช่น ผู้จัดการกองทุน หรือผู้บริหารเงินทุนของสถาบันการเงินต่าง ๆ

ในสถานการณ์ทั่วไป หุ้นจะตกเมื่อมีข่าวร้าย และหุ้นจะขึ้นเมื่อมีข่าวดี ส่งผลให้นักลงทุนรายย่อยจำนวนไม่น้อยเกิดความขุ่นเคือง เมื่อเห็นหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงตามหลังการสูญเสียที่ใหญ่หลวง ดังความคิดเห็นที่ปรากฏตามเว็บบอร์ดหลายแห่ง ขณะที่บางท่านบอกว่ายอมรับได้หากหุ้นจะขึ้น แต่ไม่น่าจะเป็นการปรับตัวขึ้นอย่างเอิกเกริก ราวกับไม่มีหัวจิตหัวใจในห้วงเวลาเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม มีนักลงทุนรายย่อยบางท่านเหมือนกันที่เข้ามาเยาะหยันและกล่าวหาว่านักลงทุนที่แสดงความผิดหวังเหล่านี้เป็นพวกขี้แพ้ ขายหุ้นขาดทุนไม่รู้จักเรียนรู้แล้วออกมาโวยวาย


ผู้ถูกกล่าวหา



เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้นักลงทุนสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมหรือกองทุนอื่น ๆ ถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวการทำให้หุ้นตก หลายท่านที่ใช้คำพูดรุนแรงอาจจะบอกว่า นี่เป็นเจตนา “ทุบหุ้น” โดยอาศัยข่าวอันไม่บังควร ก่อนที่จะรอช้อนซื้อกลับไปที่ราคาต่ำสุด

ข้อหาดังกล่าวนับว่าร้ายแรง และยากที่นักลงทุนสถาบันเหล่านั้นจะสามารถตอบโต้ได้อย่างถนัดถนี่ เนื่องจากผู้บริหารกองทุนแต่ละแห่งย่อมรู้เพียงพฤติกรรมของกองทุนเท่าที่ตนเองดูแลอยู่ ทำให้ไม่สามารถออกตัวหรืออธิบายแทนกองทุนอื่น ๆ ได้โดยสมบูรณ์ นอกจากนี้ผู้ที่กระทำการทุบหุ้นจริง (สมมติว่ามี) ก็คงจะไม่ออกมาพูดความจริงให้ถูกลงโทษกัน ข้าพเจ้าจึงมีความเห็นว่าน่าจะเป็นการดีหากเราจะศึกษาดูว่า พฤติกรรมการซื้อขายหุ้นที่ผ่านมาของนักลงทุนสถาบันเป็นอย่างไร และเราจะเรียนรู้อะไรได้จากเรื่องนี้

ย้อนกลับไปประมาณวันที่ ๑๑ - ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ ตลาดหุ้นเคยดิ่งลงอย่างรุนแรงในลักษณะเดียวกันนี้ และในครั้งนั้นก็มีผู้กล่าวหาว่ามีการทุบหุ้นเกิดขึ้นเช่นกัน



สังเกตว่าปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยในตลาดหุ้นช่วงหลายสัปดาห์ก่อนหน้าอยู่ที่ประมาณ ๕ - ๖ หมื่นล้านบาทเท่านั้น แต่ปริมาณการซื้อขายกลับพุ่งขึ้นมาเป็น ๘.๒ หมื่นล้านบาท และ ๑.๐๓ แสนล้านบาท ในวันที่ ๑๑ และ ๑๕ ธันวาคม ตามลำดับ ทั้งสองวันนั้นเป็นวันที่ตลาดหุ้นทรุดลงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะวันที่ ๑๕ ธันวาคม ดัชนี SET ลงไปทำจุดต่ำสุดติดลบ ๑๓๙ จุด หรือลดลงถึง ๙.๒ เปอร์เซ็นต์ในระหว่างวัน

หากพิจารณาปริมาณการซื้อขายของสถาบันภายในประเทศในช่วงเวลาดังกล่าวก็จะพบว่า นักลงทุน “กลุ่มเดียว” ที่ซื้อสุทธิตลอดสามวัน ได้แก่ นักลงทุนทั่วไปในประเทศ (หรือที่เรียกกันว่า นักลงทุนรายย่อย นั่นเอง) ส่วนนักลงทุนอีกสามกลุ่มล้วนขายสุทธิ มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันออกไป



จากข้อมูลนี้ข้าพเจ้ามีข้อสังเกตสำหรับข้อมูลปริมาณการซื้อขายของวันที่ ๑๑ และ ๑๕ ธันวาคม กล่าวคือ บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ มียอดขายสุทธิค่อนข้างใกล้เคียงกัน (ประมาณ ๒ พันล้านบาทเศษทั้งสองวัน) และมีปริมาณธุรกรรมรวมทั้งฝั่งซื้อและฝั่งขายคิดเป็นเงินราว ๆ ๑.๗ – ๑.๙ หมื่นล้านบาท ส่วน นักลงทุนต่างประเทศ มียอดขายสุทธิต่างกันอยู่บ้าง (๓.๔ พันล้านบาท เทียบกับ ๔.๒ พันล้านบาท) แต่ปริมาณธุรกรรมรวมของทั้งสองวันก็ยังคงอยู่ที่ ๓.๔ – ๓.๕ หมื่นล้านบาท

ในขณะเดียวกันนั้น นักลงทุนสถาบันในประเทศ แม้จะขายสุทธิลดลงจาก ๓.๑ พันล้านบาท เหลือ ๘ ร้อยล้านบาทเศษ ทว่ายอดธุรกรรมรวมกลับเพิ่มสูงขึ้นจาก ๑.๕ หมื่นล้านบาท กลายเป็น ๒.๑ หมื่นล้านบาท เมื่อพิจารณารูปแบบราคา หรือ price pattern ของดัชนี SET ซึ่งมีลักษณะหางยาว คือ ดิ่งลงแรงและดีดกลับแรง ก็อาจอนุมานได้ว่า นักลงทุนที่มีพฤติกรรมเทขายอย่างตื่นตระหนกและไล่ซื้อกลับอย่างรวดเร็ว น่าจะเป็นกลุ่มนักลงทุนสถาบันนี่เอง อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการอนุมานจากข้อมูลเท่าที่มีและไม่สามารถยืนยันรายละเอียดข้อเท็จจริงได้ เนื่องจากข้าพเจ้าไม่มีข้อมูลปริมาณการซื้อขายในระหว่างวันที่แยกตามกลุ่มนักลงทุน


จากอดีตถึงปัจจุบัน



เมื่อกลับมาดูตลาดหุ้นในช่วงสิ้นรัชกาลที่ ๙ ระหว่างวันที่ ๑๐ – ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๙ จะพบว่ามีการเทขายหุ้นอย่างหนักตั้งแต่ต้นสัปดาห์ (วงกลมหมายเลข ๑๐) แต่ดัชนี SET ลงไปทำจุดต่ำสุดในวันพุธกลางสัปดาห์พร้อมกับปริมาณการซื้อขาย ๑.๓ แสนล้านบาท ซึ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ๔๑ ปีของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก่อนที่จะหุ้นจะดีดกลับอย่างรุนแรงในวันทำการสุดท้ายของสัปดาห์ (วงกลมหมายเลข ๑๔)



จากข้อมูลปริมาณการซื้อขายแยกตามกลุ่มนักลงทุนในช่วงเวลาดังกล่าวพบว่า ในวันที่ ๑๐ ตุลาคม ดัชนีหุ้นดิ่งลงแรงในทันทีที่เปิดตลาด และแม้จะสามารถดีดกลับขึ้นไปได้มากในระหว่างวัน แต่ที่สุดแล้วก็ยังคงติดลบถึง ๔๗ จุด โดยมี นักลงทุนสถาบันในประเทศ เป็นผู้ขายสุทธิ ๗.๓ พันล้านบาท จึงพออนุมานได้ว่าแรงขายที่มีตลอดทั้งวันน่าจะมาจากนักลงทุนกลุ่มนี้

ต่อมาในวันที่ ๑๑ ตุลาคม ตลาดหุ้นสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้มากในช่วงเปิดตลาด แต่ก็ต้องเผชิญแรงขายอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งติดลบไปเกือบ ๑๕ จุด ณ สิ้นวัน ซึ่งนักลงทุนสถาบันในประเทศก็ยังคงขายสุทธิ ๓.๓ พันล้านบาท และถือเป็นแรงขายที่สำคัญของวันนั้น แม้ว่าจะมีบัญชีบริษัทหลักทรัพย์และนักลงทุนต่างประเทศร่วมขายสุทธิด้วยส่วนหนึ่งก็ตาม ส่วนวันพุธที่ ๑๒ ตุลาคม ตลาดหุ้นได้แสดงพฤติกรรม เปิดลบ-ดิ่งแรง-ฟื้นเร็ว คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ โดยมีบัญชีบริษัทหลักทรัพย์และนักลงทุนสถาบันในประเทศเป็นแรงขายที่สำคัญของวัน



ข้อสังเกตอันหนึ่งตามมุมมองของข้าพเจ้า คือ ในวันที่ตลาดทรุดลงอย่างหนัก ดังเช่นที่เกิดขึ้นในวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ และ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๙ มักปรากฏว่านักลงทุนสถาบันในประเทศขายหุ้นออกมาในปริมาณมาก แต่แล้วเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไร พวกเขาก็ซื้อหุ้นกลับไปในปริมาณมากเช่นเดียวกัน ทำให้ยอดขายสุทธิ ณ สิ้นวันไม่ได้มโหฬารเท่ากับที่ขายออกมาในทีแรก

ครั้นถึงวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ ตุลาคม ตลาดหุ้นเปิดมาในแดนลบและทรุดลงต่อ จวบจนกระทั่งเวลา ๑๕.๔๖ น. ที่มีแรงซื้อโถมเข้ามาดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้คาดได้ว่ามีนักลงทุนจำนวนหนึ่งเร่งรีบซื้อกลับอย่างรวดเร็ว และผลักดันให้ดัชนีหุ้นที่กำลังติดลบกว่า ๔๐ จุด ปรับตัวขึ้นมาปิดบวก ๖ จุดเศษ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งเมื่อดูจากข้อมูลปริมาณการซื้อขายแยกตามกลุ่มนักลงทุน แรงซื้อดังกล่าวก็ไม่น่าจะเป็นใครไปได้นอกจาก นักลงทุนสถาบันในประเทศ ที่มียอดซื้อสุทธิถึง ๙.๗ พันล้านบาท ในขณะที่บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ (ที่เคยร่วมกันเป็นแรงขายสำคัญในวันก่อนหน้า) ยังคงขายสุทธิถึง ๒.๕ พันล้านบาทอยู่

ในวันทำการถัดมา ศุกร์ที่ ๑๔ ตุลาคม ระหว่างที่ประชาชนไทยโดยทั่วไปยังอยู่ในความโศกเศร้า ตลาดหุ้นเปิดทำการด้วยการพุ่งขึ้น ๔๙ จุด และยังคงไต่ระดับต่อเนื่องจนกระทั่งปิดตลาดไปบวก ๖๕ จุด โดยมีนักลงทุนสถาบันในประเทศซื้อสุทธิถึง ๑.๓๕ หมื่นล้านบาท


ใครทำอะไร



กล่าวได้ว่าตลอดห้าวันทำการในสัปดาห์นั้น นักลงทุนสถาบันในประเทศ เป็นแรงซื้อและแรงขายสำคัญที่กำหนดทิศทางของดัชนี SET โดยเป็นผู้ขายสุทธิในวันที่หุ้นลงแรง และเป็นผู้ซื้อสุทธิในวันที่หุ้นขึ้นแรงหรือมีการดีดกลับรุนแรง ส่วนนักลงทุนรายย่อยนั้นกลับกัน เพราะเป็นผู้ซื้อสุทธิในวันที่หุ้นลงแรง และเป็นผู้ขายสุทธิในวันที่หุ้นขึ้นแรง

คงจะไม่ผิดหากจะกล่าวว่า นักลงทุนรายย่อยเป็นผู้โอบอุ้มตลาดไม่ให้ผันผวนรุนแรงไปกว่าที่มันเป็น ขณะที่นักลงทุนสถาบันกลับกลายเป็นผู้ที่สร้างความผันผวนนั้นขึ้นมา อย่างน้อยก็ใน ๕ วันทำการที่กล่าวมานี้ ส่วนนักลงทุนอีกสองกลุ่มก็มีการเก็งกำไรอย่างมากเช่นกัน แต่ไม่ได้ส่งผลชัดเจนในช่วงเวลาที่ยกมา

สิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลให้นักลงทุนสถาบันตกเป็นจำเลยสังคมในข้อหาพยายาม “ทุบ” และ “ลาก” หุ้นอย่างไม่มีกาลเทศะ แม้จะมีผู้บริหารกองทุนรวมออกมาชี้แจง แต่ก็ไม่สามารถขจัดข้อสงสัยได้อย่างสิ้นเชิง



ความตั้งใจที่จะเทขายและไล่ซื้อหุ้นกลับคืนดูค่อนข้างชัดเจน ไม่ว่าการกระทำนั้นจะเกิดขึ้นในวงกว้างหรือเกิดจากนักลงทุนสถาบันเพียงไม่กี่ราย รวมถึงเจตจำนงที่อาจเป็นไปได้ทั้งการบริหารเงินลงทุนโดยสุจริต หรืออาจเป็นความพยายามที่จะทุบและลากหุ้น เพื่อตักตวงผลประโยชน์จริง ๆ ก็เป็นได้

ในฐานะที่ข้าพเจ้าอยู่ในตลาดหุ้นเป็นเวลายาวนานพอสมควร ข้าพเจ้าไม่คาดหวังว่าผู้คนในตลาดหุ้นจะมีความสำรวมหรือมีกาลเทศะ ยอมละเว้นจากการทำกำไรเมื่อเห็นโอกาสอยู่ตรงหน้า ดังนั้น ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวโทษบรรดาผู้จัดการกองทุนหรือนักลงทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง กับความพยายามที่จะแสวงหาประโยชน์จากข่าวสารในช่วงเวลาสิ้นรัชกาล แม้ตัวข้าพเจ้าเองจะมีความเชื่ออยู่ลึก ๆ ว่า นี่เป็นสิ่งที่คนดีดีเขาไม่กระทำกัน

อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่จะทุบหรือลากหุ้นนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะนี่เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและผิดจรรยาบรรณอย่างชัดเจน ไม่เกี่ยวข้องกับกาลเทศะหรือมโนสำนึก หากผู้ใดมองพฤติกรรมทุบและลากหุ้นว่าเป็นเรื่องธรรมดา ก็เท่ากับยอมรับความเลวให้ถือเป็นปกติของสังคม ซึ่งนับว่าเป็นอันตราย


มุมมองที่ต้องเปลี่ยนแปลง



สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าเล็งเห็นในห้วงเวลาที่ผ่านมา คือ แท้จริงแล้วนักลงทุนสถาบัน ไม่ใช่ กลุ่มนักลงทุนที่มีความหนักแน่นและช่วยบรรเทาความผันผวนของตลาดหุ้นไทย ดังที่เคยกล่าวอ้างกันเมื่อครั้งริเริ่มจัดตั้งกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ Long Term Equity Fund (LTF) 

หลายปีก่อนหน้านี้ภาครัฐมีความคิดว่า ตลาดหุ้นไทยมี นักลงทุนต่างชาติ เป็นผู้ชี้นำ ส่วนนักลงทุนรายย่อยก็เป็นพวกที่ไหลไปตามเม็ดเงินต่างชาติ แม้จะมีสัดส่วนการซื้อขายมาก แต่ก็เน้นการเก็งกำไรระยะสั้น ไม่มีทิศทางที่แน่นอน ตลาดหุ้นไทยจึงขาดเสถียรภาพ ทำให้ภาครัฐพยายามส่งเสริมบทบาทของนักลงทุนสถาบัน รวมทั้งกระตุ้นให้ประชาชนทั่วไปหันมาลงทุนผ่าน “มืออาชีพ” อย่างกองทุนรวมมากขึ้น โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี นัยว่าเป็นการพัฒนาตลาดทุนไปในตัว

เวลาที่ล่วงเลยไปพิสูจน์ให้เห็นว่านักลงทุนสถาบันเองก็มีการเก็งกำไรอย่างสูง และตลาดหุ้นไทยที่หวังว่าจะมีเสถียรภาพก็กลับไร้เสถียรภาพเสียยิ่งกว่าเก่า นอกจากนี้การที่นักลงทุนสถาบันมีเม็ดเงินอยู่ในมือจำนวนมาก (ซึ่งที่จริงก็เป็นเงินของประชาชนทั่วไป) รวมกับความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลที่ “เหนือกว่า” นักลงทุนรายย่อยทั่วไป ส่งผลให้ความเสียหายที่ อาจจะ เกิดขึ้นจากนักลงทุนสถาบันเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

การเข้าถึงข้อมูลที่ไม่เท่าเทียมกันส่งผลในทางลบต่อการพัฒนาตลาดทุนในระยะยาว บริษัทจำนวนไม่น้อยให้ข้อมูลแก่นักวิเคราะห์ผ่านการให้สัมภาษณ์หรือการจัดประชุมนักวิเคราะห์เป็นการเฉพาะ แม้จะไม่มีการเปิดเผยตัวเลขที่ฝ่ายบริหารประเมินเอาไว้โดยตรง แต่ก็ทำให้บทวิเคราะห์ต่าง ๆ สามารถคาดการณ์ตัวเลขได้ค่อนข้างแม่นยำ ในขณะที่นักลงทุนรายย่อยต้องรอจนกว่าบทวิเคราะห์จะเผยแพร่ออกมา หรือบริษัทประกาศผลการดำเนินงานอย่างเป็นทางการผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ

ทั้งหมดนี้ยังไม่นับข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้บริหารสถาบันการเงินจำนวนมากเป็นผู้กว้างขวางในแวดวงสังคม ซึ่งก็คงไม่น่าแปลกใจหากพวกเขาจะมีเส้นสายหรือช่องทางเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกและรวดเร็วกว่าบุคคลทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นวิธีที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม


เดินหน้าต่อไป



ความรู้จากตลาดหุ้นเมื่อสิ้นรัชกาล ควรเป็นแรงผลักดันให้ตลาดทุนไทยเดินหน้าต่อไปอย่างยั่งยืน เริ่มจากภาครัฐควรทบทวนนโยบายการส่งเสริมบทบาทของนักลงทุนสถาบันผ่านกองทุน LTF เพราะที่ผ่านมาสัดส่วนนักลงทุนสถาบันก็น่าจะเพิ่มขึ้นมามากแล้ว (และที่จริงก็ชัดเจนว่าแนวทางนี้ไม่ได้ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดทุนไทย) โดยหากรัฐต้องการส่งเสริมการออมของประชาชนต่อไป ก็สามารถเสนอสิทธิประโยชน์ทางภาษีอื่น ๆ เป็นการทดแทนได้

ประการต่อมา หน่วยงานกำกับตลาดทุนควรปรับปรุงการเข้าถึงข้อมูล เช่น กำหนดให้มีการเผยแพร่การประชุมนักวิเคราะห์ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อให้แน่ใจว่านักลงทุนรายย่อยจะได้รับข้อมูลเชิงลึกไม่ช้าไปกว่านักลงทุนสถาบัน

ประการสุดท้าย นักลงทุนทุกคนควรตระหนักถึงกฎหมายและจริยธรรม ไม่ยอมเห็นการกระทำผิดกฎหมายเป็นเรื่องธรรมดา ส่วนในระดับที่สูงขึ้นไปก็ควรเชิดชูผู้ที่ประกอบกิจการงานด้วยจริยธรรม ยอมมองข้ามผลกำไรสูงสุดเพื่อจรรโลงสังคม จึงจะได้ชื่อว่าปฏิบัติตามรอยเบื้องพระยุคลบาทอย่างแท้จริง


------------------------

หมายเหตุ: ขอขอบคุณข้อมูลราคาหุ้นจาก eFinance และข้อมูลปริมาณการซื้อขายย้อนหลังจากคุณ roadtrip เว็บบอร์ด Pantip.com

วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559

รวมโพสต์แฟนเพจ MonkeyFreeTime



www.MonkeyFreeTime.com


เพื่อให้เป็นไปตามนโยบาย Desocialisation ของ MonkeyFreeTime เราจึงย้ายข้อความต่าง ๆ จากแฟนเพจเฟซบุ๊กมายังบล็อกนี้ โดยเรียงตามลำดับเวลา ทุกท่านจะสามารถเห็นพัฒนาการนับตั้งแต่ก่อตั้งเพจจวบจนกระทั่งถึงโพสต์สุดท้ายในวันที่ 2 สิงหาคม 2559 รวมทั้งสิ้น 831 โพสต์

ปี 2012
MonkeyFreeTime 2012/H1
MonkeyFreeTime 2012/H2

ปี 2013
MonkeyFreeTime 2013/Q1
MonkeyFreeTime 2013/Q2
MonkeyFreeTime 2013/Q3
MonkeyFreeTime 2013/Q4

ปี 2014
MonkeyFreeTime 2014/Q1
MonkeyFreeTime 2014/Q2
MonkeyFreeTime 2014/Q3
MonkeyFreeTime 2014/Q4

ปี 2015
MonkeyFreeTime 2015/Q1
MonkeyFreeTime 2015/Q2
MonkeyFreeTime 2015/Q3
MonkeyFreeTime 2015/Q4

ปี 2016
MonkeyFreeTime 2016/Q1
MonkeyFreeTime 2016/Q2
MonkeyFreeTime 2016/Q3-Q4

ภายหลังวันที่ 2 สิงหาคม 2559 จนถึงสิ้นปี 2559 มีโพสต์เพิ่มเติมอีก 4 โพสต์ รวมเป็นทั้งสิ้น 835 โพสต์จึงปรับปรุงไฟล์เพิ่มเติม

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

จัดการเงินทองอย่างไร เมื่อต้องออกจากงาน


ตามธรรมดาของผู้มีงานประจำ หากวันใดวันหนึ่งที่ต้อง "ออกจากงาน" แบบไม่เต็มใจ ความรู้สึกใจหายและสับสนย่อมเกิดขึ้นตามมา โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่เคยได้เตรียมตัวและไม่มีความรู้เรื่องการเงินมากมายนัก

คำถามหลัก ๆ ที่น่าคิดก็คือ 1) จะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร และ 2) จะทำอะไรกับ "เงินก้อนสุดท้าย" ที่ได้ตอนออกจากงานดี ซึ่งผมขอแยกตอบแต่ละประเด็นก็แล้วกันนะครับ


จะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร


อาจจะไม่ใช่ทุกคนที่มี "รายได้ประจำ" แต่ผมแน่ใจว่าคนทุกคนต่างมี "รายจ่ายประจำ" ด้วยกันทั้งสิ้น สิ่งแรกที่เราควรทำเมื่อต้องออกจากงาน คือ การจัดประเภทรายจ่ายใน 2 มิติ
  1. รายจ่ายประจำ vs รายจ่ายไม่ประจำ
  2. รายจ่ายจำเป็น vs รายจ่ายไม่(ค่อย)จำเป็น
ซึ่งเราจะได้กล่องสี่เหลี่ยมหน้าตาทำนองนี้


จากตัวอย่างสังเกตว่ารายจ่าย "ประจำ และ จำเป็น" เป็นกลุ่มที่ถูกมองข้ามอยู่บ่อย ๆ เพราะคนมักคิดว่าตนเองไม่สามารถทำอะไรกับรายจ่ายพวกนี้ได้ ทั้งที่ความจริงสามารถเจรจากับธนาคารเพื่อยืดเทอมและลดค่าผ่อนบ้านในแต่ละเดือนลงไปในระหว่างที่สถานการณ์กำลังคับขัน หรืออาจเปลี่ยนรถให้เล็กลง เพื่อลดภาระการผ่อนชำระในแต่ละเดือน จะทำให้หายใจได้คล่องคอมากขึ้น

รายจ่ายบางประเภทเป็นแบบ "ประจำ แต่ไม่จำเป็น" เช่น ค่าสังสรรค์กับเพื่อนฝูงทุกสุดสัปดาห์ ซึ่งในภาวะปกติอาจถือว่าสำคัญสำหรับบางท่าน อย่างไรก็ตาม เมื่อเราต้องออกจากงาน รายจ่ายส่วนนี้ควรเป็นตัวแรก ๆ ที่ถูกตัดทิ้งหรือลดทอนลง เพราะ ความบ่อย ของรายจ่ายตัวนี้จะสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

ในอีกทางหนึ่ง รายจ่ายที่ "ไม่ประจำ และไม่จำเป็น"  มักเป็นรายการเพื่อความสุขที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางท่องเที่ยวหรือช้อปปิ้งสินค้าราคาแพง ซึ่งทั้งหมดสามารถทดแทนหรือประวิงออกไปได้ โดยไม่ทำให้คุณภาพชีวิตย่ำแย่ลง ประเด็นสำคัญของรายการพวกนี้ คือ แม้มันจะเกิดขึ้นไม่บ่อย แต่ก็มักเป็นจำนวนเงินที่สูงและจูงใจให้ใช้วิธี "ผ่อนชำระ" ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันให้ชีวิตอับเฉาลงไปอีก

สำหรับรายจ่ายประเภท "ไม่ประจำ แต่จำเป็น" เช่น ค่ารักษาพยาบาล แม้จะรับมือได้ยาก แต่เราก็สามารถใช้การวางแผนทางการเงินช่วยได้ โดยแบ่งออกเป็น
  1. ค่ารักษาพยาบาลก้อนใหญ่ - เราสามารถ ถ่ายโอนความเสี่ยง โดยทำประกันโรคร้ายแรงหรือประกันสุขภาพที่สามารถเบิกได้ในกรณีนอนโรงพยาบาล เพื่อไม่ให้เงินออมของเราร่อยหรอ หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน
  2. ค่ารักษาพยาบาลก้อนเล็ก - เราสามารถ รับความเสี่ยง ด้วยตนเอง (โดยเฉพาะถ้าปกติแล้วท่านมีสุขภาพอยู่ในเกณฑ์ดีพอสมควร) เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันแพงโดยเปล่าประโยชน์ สำหรับรายจ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ที่จริงแล้วเราพอจ่ายไหว
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของ "เกมรับ" (รายจ่าย) แต่ในส่วนของ "เกมรุก" (รายรับ) นั้น บางท่านอาจสมัครงานใหม่ ขณะที่บางท่านอาจริเริ่มทำธุรกิจด้วยเงินของตนเอง ซึ่งนั่นก็จะเข้าสู่เนื้อหาของคำถามข้อที่สอง


จะทำอะไรกับ "เงินก้อนสุดท้าย" ที่ได้ตอนออกจากงานดี


การฝังตัวเองอยู่ในงานประจำมาอย่างยาวนาน ทำให้มนุษย์เงินเดือนเกิดความเบื่อหน่ายและลึก ๆ ก็ไม่อยากทำตามคำสั่งของใคร เมื่อถูกบังคับให้ออกจากงาน จึงถือเป็นช่องว่างที่ทำให้พวกเขานึกถึงการทำธุรกิจส่วนตัวขึ้นมา ทั้งนี้เงินก้อนสุดท้ายที่ได้ตอนออกจากงานสามารถนำมาใช้ก่อร่างสร้างตัวได้ แต่ต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง

วิธีใช้เงินก้อนสุดท้ายที่ "แย่ที่สุด" เท่าที่ผมนึกออก (แต่มีคนทำจริง) คือ เอาเงินไปเที่ยวคลายเครียดเติมเต็มฝัน ... บางคนไปไกลถึงยุโรป ตะลอนล่องเรือสำราญ บุกไปถึงขั้วโลกเหนือ พอกลับถึงบ้านหมดไปครึ่งล้าน เครียดหนักกว่าเดิม บางคนเอาเงินไปกินเหล้าเมายา นอกจากเสียเงินแล้วยังเสียสุขภาพอีก

ในจังหวะที่มีเงินเต็มมือ บางท่านอาจมีความคิดอยาก "โปะหนี้บ้าน" แต่มันจะดีจริงหรือไม่?!

นายเอกชัย มีสินทรัพย์อยู่ 8 ล้านบาท (แบ่งเป็นเงินสด 2 ล้านบาท และบ้านมูลค่า 6 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม เขายังคงมีหนี้บ้านค้างอยู่ 5 ล้านบาท จึงเท่ากับว่ามีความมั่งคั่งสุทธิเท่ากับ 8 - 5 = 3 ล้านบาท

สมมติว่าในแต่ละเดือน นายเอกชัยมีค่าใช้จ่ายส่วนตัว 20,000 บาท และมีภาระผ่อนบ้านอีก 30,000 บาท เท่ากับว่านายเอกชัยที่ตกงานจะต้องติดลบทุกเดือน เดือนละ 5 หมื่นบาท ซึ่งก็แปลว่าเงินสด 2 ล้านบาท จะทำให้เขาอยู่รอดได้ 2000000/50000 = 40 เดือน

หากมีอะไรบางอย่างมาดลใจให้นายเอกชัยนำเงิน 1.5 ล้านบาทไปโปะหนี้บ้าน เงินสดของเขาจะลดลงเหลือ 5 แสนบาท แต่ภาระดอกเบี้ยในแต่ละเดือนก็จะลดลง ถ้านายเอกชัยสามารถเจรจาลดค่าผ่อนบ้านลงไปตามสัดส่วนหนี้คงเหลือได้ ค่าผ่อนบ้านในแต่ละเดือนก็จะลดลงเหลือ 21,000 บาท
 
เท่ากับว่าหลังจากโปะบ้านแล้ว ในแต่ละเดือนเขาจะติดลบ 41,000 บาท

นี่อาจจะฟังดูดี แต่เงินสดที่เหลืออยู่ 5 แสนบาท จะทำให้เขาอยู่รอดได้สั้นลง คือ 500000/41000 = 12.2 เดือนเท่านั้น!

ท่านอาจรู้สึกประหลาดใจที่การ "โปะบ้าน" แม้จะทำให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายและค่างวดในแต่ละเดือนลดลง แต่มันก็ส่งผลให้ สภาพคล่อง หดหายไปอย่างน่าตกใจ นายเอกชัยที่เคยนอนก่ายหน้าผากเสียดายดอกเบี้ยเดือนละหมื่นกว่าบาท มาถึงตรงนี้กลับต้องนอนก่ายหน้าผากกังวลกับเงินสดที่กำลังจะหมดลงในอีกหนึ่งปีข้างหน้า บีบให้ต้องเครียดกับการหางานใหม่มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว


สรุปก็คือ...


บางทีท่านอาจรู้สึกผิดหวังที่ผมไม่มีข้อสรุปแบบฟันธงให้ แต่ขอยืนยันว่านั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

ท่านเป็นคนที่รู้ดีที่สุดว่าตนเองมีความสามารถด้านใด มีความรอบคอบเพียงใด อยู่ในสถานการณ์ที่คับขันแค่ไหน และที่สำคัญ มันเป็นชีวิตของท่าน ดังนั้น ท่านย่อมต้องรู้ดีที่สุด อย่างที่ผมไม่อาจเทียบได้ อย่างไรก็ตาม ผมขอเอาใจช่วยให้ทุกท่านผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไป

ส่วนท่านที่ไม่ต้องเจอประสบการณ์แบบนี้ ผมก็ขอยินดีด้วยครับ