วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

จัดการเงินทองอย่างไร เมื่อต้องออกจากงาน


ตามธรรมดาของผู้มีงานประจำ หากวันใดวันหนึ่งที่ต้อง "ออกจากงาน" แบบไม่เต็มใจ ความรู้สึกใจหายและสับสนย่อมเกิดขึ้นตามมา โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่เคยได้เตรียมตัวและไม่มีความรู้เรื่องการเงินมากมายนัก

คำถามหลัก ๆ ที่น่าคิดก็คือ 1) จะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร และ 2) จะทำอะไรกับ "เงินก้อนสุดท้าย" ที่ได้ตอนออกจากงานดี ซึ่งผมขอแยกตอบแต่ละประเด็นก็แล้วกันนะครับ


จะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร


อาจจะไม่ใช่ทุกคนที่มี "รายได้ประจำ" แต่ผมแน่ใจว่าคนทุกคนต่างมี "รายจ่ายประจำ" ด้วยกันทั้งสิ้น สิ่งแรกที่เราควรทำเมื่อต้องออกจากงาน คือ การจัดประเภทรายจ่ายใน 2 มิติ
  1. รายจ่ายประจำ vs รายจ่ายไม่ประจำ
  2. รายจ่ายจำเป็น vs รายจ่ายไม่(ค่อย)จำเป็น
ซึ่งเราจะได้กล่องสี่เหลี่ยมหน้าตาทำนองนี้


จากตัวอย่างสังเกตว่ารายจ่าย "ประจำ และ จำเป็น" เป็นกลุ่มที่ถูกมองข้ามอยู่บ่อย ๆ เพราะคนมักคิดว่าตนเองไม่สามารถทำอะไรกับรายจ่ายพวกนี้ได้ ทั้งที่ความจริงสามารถเจรจากับธนาคารเพื่อยืดเทอมและลดค่าผ่อนบ้านในแต่ละเดือนลงไปในระหว่างที่สถานการณ์กำลังคับขัน หรืออาจเปลี่ยนรถให้เล็กลง เพื่อลดภาระการผ่อนชำระในแต่ละเดือน จะทำให้หายใจได้คล่องคอมากขึ้น

รายจ่ายบางประเภทเป็นแบบ "ประจำ แต่ไม่จำเป็น" เช่น ค่าสังสรรค์กับเพื่อนฝูงทุกสุดสัปดาห์ ซึ่งในภาวะปกติอาจถือว่าสำคัญสำหรับบางท่าน อย่างไรก็ตาม เมื่อเราต้องออกจากงาน รายจ่ายส่วนนี้ควรเป็นตัวแรก ๆ ที่ถูกตัดทิ้งหรือลดทอนลง เพราะ ความบ่อย ของรายจ่ายตัวนี้จะสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

ในอีกทางหนึ่ง รายจ่ายที่ "ไม่ประจำ และไม่จำเป็น"  มักเป็นรายการเพื่อความสุขที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางท่องเที่ยวหรือช้อปปิ้งสินค้าราคาแพง ซึ่งทั้งหมดสามารถทดแทนหรือประวิงออกไปได้ โดยไม่ทำให้คุณภาพชีวิตย่ำแย่ลง ประเด็นสำคัญของรายการพวกนี้ คือ แม้มันจะเกิดขึ้นไม่บ่อย แต่ก็มักเป็นจำนวนเงินที่สูงและจูงใจให้ใช้วิธี "ผ่อนชำระ" ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันให้ชีวิตอับเฉาลงไปอีก

สำหรับรายจ่ายประเภท "ไม่ประจำ แต่จำเป็น" เช่น ค่ารักษาพยาบาล แม้จะรับมือได้ยาก แต่เราก็สามารถใช้การวางแผนทางการเงินช่วยได้ โดยแบ่งออกเป็น
  1. ค่ารักษาพยาบาลก้อนใหญ่ - เราสามารถ ถ่ายโอนความเสี่ยง โดยทำประกันโรคร้ายแรงหรือประกันสุขภาพที่สามารถเบิกได้ในกรณีนอนโรงพยาบาล เพื่อไม่ให้เงินออมของเราร่อยหรอ หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน
  2. ค่ารักษาพยาบาลก้อนเล็ก - เราสามารถ รับความเสี่ยง ด้วยตนเอง (โดยเฉพาะถ้าปกติแล้วท่านมีสุขภาพอยู่ในเกณฑ์ดีพอสมควร) เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันแพงโดยเปล่าประโยชน์ สำหรับรายจ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ที่จริงแล้วเราพอจ่ายไหว
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของ "เกมรับ" (รายจ่าย) แต่ในส่วนของ "เกมรุก" (รายรับ) นั้น บางท่านอาจสมัครงานใหม่ ขณะที่บางท่านอาจริเริ่มทำธุรกิจด้วยเงินของตนเอง ซึ่งนั่นก็จะเข้าสู่เนื้อหาของคำถามข้อที่สอง


จะทำอะไรกับ "เงินก้อนสุดท้าย" ที่ได้ตอนออกจากงานดี


การฝังตัวเองอยู่ในงานประจำมาอย่างยาวนาน ทำให้มนุษย์เงินเดือนเกิดความเบื่อหน่ายและลึก ๆ ก็ไม่อยากทำตามคำสั่งของใคร เมื่อถูกบังคับให้ออกจากงาน จึงถือเป็นช่องว่างที่ทำให้พวกเขานึกถึงการทำธุรกิจส่วนตัวขึ้นมา ทั้งนี้เงินก้อนสุดท้ายที่ได้ตอนออกจากงานสามารถนำมาใช้ก่อร่างสร้างตัวได้ แต่ต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง

วิธีใช้เงินก้อนสุดท้ายที่ "แย่ที่สุด" เท่าที่ผมนึกออก (แต่มีคนทำจริง) คือ เอาเงินไปเที่ยวคลายเครียดเติมเต็มฝัน ... บางคนไปไกลถึงยุโรป ตะลอนล่องเรือสำราญ บุกไปถึงขั้วโลกเหนือ พอกลับถึงบ้านหมดไปครึ่งล้าน เครียดหนักกว่าเดิม บางคนเอาเงินไปกินเหล้าเมายา นอกจากเสียเงินแล้วยังเสียสุขภาพอีก

ในจังหวะที่มีเงินเต็มมือ บางท่านอาจมีความคิดอยาก "โปะหนี้บ้าน" แต่มันจะดีจริงหรือไม่?!

นายเอกชัย มีสินทรัพย์อยู่ 8 ล้านบาท (แบ่งเป็นเงินสด 2 ล้านบาท และบ้านมูลค่า 6 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม เขายังคงมีหนี้บ้านค้างอยู่ 5 ล้านบาท จึงเท่ากับว่ามีความมั่งคั่งสุทธิเท่ากับ 8 - 5 = 3 ล้านบาท

สมมติว่าในแต่ละเดือน นายเอกชัยมีค่าใช้จ่ายส่วนตัว 20,000 บาท และมีภาระผ่อนบ้านอีก 30,000 บาท เท่ากับว่านายเอกชัยที่ตกงานจะต้องติดลบทุกเดือน เดือนละ 5 หมื่นบาท ซึ่งก็แปลว่าเงินสด 2 ล้านบาท จะทำให้เขาอยู่รอดได้ 2000000/50000 = 40 เดือน

หากมีอะไรบางอย่างมาดลใจให้นายเอกชัยนำเงิน 1.5 ล้านบาทไปโปะหนี้บ้าน เงินสดของเขาจะลดลงเหลือ 5 แสนบาท แต่ภาระดอกเบี้ยในแต่ละเดือนก็จะลดลง ถ้านายเอกชัยสามารถเจรจาลดค่าผ่อนบ้านลงไปตามสัดส่วนหนี้คงเหลือได้ ค่าผ่อนบ้านในแต่ละเดือนก็จะลดลงเหลือ 21,000 บาท
 
เท่ากับว่าหลังจากโปะบ้านแล้ว ในแต่ละเดือนเขาจะติดลบ 41,000 บาท

นี่อาจจะฟังดูดี แต่เงินสดที่เหลืออยู่ 5 แสนบาท จะทำให้เขาอยู่รอดได้สั้นลง คือ 500000/41000 = 12.2 เดือนเท่านั้น!

ท่านอาจรู้สึกประหลาดใจที่การ "โปะบ้าน" แม้จะทำให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายและค่างวดในแต่ละเดือนลดลง แต่มันก็ส่งผลให้ สภาพคล่อง หดหายไปอย่างน่าตกใจ นายเอกชัยที่เคยนอนก่ายหน้าผากเสียดายดอกเบี้ยเดือนละหมื่นกว่าบาท มาถึงตรงนี้กลับต้องนอนก่ายหน้าผากกังวลกับเงินสดที่กำลังจะหมดลงในอีกหนึ่งปีข้างหน้า บีบให้ต้องเครียดกับการหางานใหม่มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว


สรุปก็คือ...


บางทีท่านอาจรู้สึกผิดหวังที่ผมไม่มีข้อสรุปแบบฟันธงให้ แต่ขอยืนยันว่านั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

ท่านเป็นคนที่รู้ดีที่สุดว่าตนเองมีความสามารถด้านใด มีความรอบคอบเพียงใด อยู่ในสถานการณ์ที่คับขันแค่ไหน และที่สำคัญ มันเป็นชีวิตของท่าน ดังนั้น ท่านย่อมต้องรู้ดีที่สุด อย่างที่ผมไม่อาจเทียบได้ อย่างไรก็ตาม ผมขอเอาใจช่วยให้ทุกท่านผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไป

ส่วนท่านที่ไม่ต้องเจอประสบการณ์แบบนี้ ผมก็ขอยินดีด้วยครับ

วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เมื่อดอกเบี้ยติดลบ


เรื่องประหลาดในวันนี้อาจกลายเป็นเรื่องธรรมดาในวันหน้า สิ่งนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และมันก็จะยังคงเกิดขึ้นต่อไป

นานมาแล้วดอกเบี้ยเงินฝากในระดับ "สิบเปอร์เซ็นต์" ถือเป็นของธรรมดา ในวันนั้นหากมีใครพูดถึงดอกเบี้ยแถว ๆ ศูนย์เปอร์เซ็นต์ คงจะต้องถูกหัวเราะเยาะในฐานะของพวกหลุดโลก ... แต่แน่ล่ะ นี่ธรรมดามากสำหรับวันนี้

ในมุมของคนไทยทั่วไป เรายังคงหยุดอยู่แถวนี้ (ที่ดอกเบี้ยออมทรัพย์ 0.50%) แต่ในภาพที่ใหญ่ขึ้นไปในระดับโลก ธนาคารกลางของหลาย ๆ ประเทศเริ่มใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบ ดอกเบี้ยติดลบ เป็นของแปลกประหลาดในวันนี้ แต่มัน "อาจ" กำลังกลายเป็นของธรรมดาในวันหน้าก็ได้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าเมื่อใช้แล้วมันได้ผลหรือไม่ หากใช้แล้วดี เศรษฐกิจมีการฟื้นตัวและกลับมาเติบโต ประเทศอื่นก็จะเลียนแบบต่อ ๆ กันไป

ปัญหาอย่างหนึ่งที่ผมมองเห็นก็คือ การ "ประเมินมูลค่าหุ้น" ที่เราเรียน ๆ กันอยู่ทุกวันนี้ เกิดขึ้นในบริบทของอัตราผลตอบแทนยุคเก่า ไม่มีใครรู้ว่ามันยังคงใช้ได้ดีอยู่หรือไม่ หากเราใช้อัตราคิดลด (r) ที่ต่ำมาก ๆ ล้อไปตามอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล

อีกหนึ่งประเด็นหนึ่งที่จะตามมา เมื่ออัตราคิดลดต่ำมาก ๆ ก็คือ ในวันที่อัตราการเติบโตของกระแสเงินสด (g) จากบริษัท มีค่าสูงจนไล่เลี่ยหรือแซงค่า r โมเดลการประเมินมูลค่าหุ้นหลาย ๆ ตัวก็จะใช้การไม่ได้ ปัญหาหนักอยู่ตรงที่ว่า "มันเริ่มใช้การไม่ได้ตอนไหน?"

หรือพูดให้ชัดก็คือ เรา (ในฐานะของ value investor หรือ VI) เริ่มโดนหลอกตอนไหน?

นี่เป็นประเด็นสำคัญของการประเมินมูลค่าหุ้น และเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงพยายามให้ความสำคัญกับการประเมินมูลค่าด้วยวิธีที่หลากหลาย เช่น วิธีอัตราส่วน วิธีคิดลด วิธีประเมินจากสินทรัพย์ ฯลฯ

ในทางทฤษฎี "มูลค่าหุ้น" (สมมติว่าคุณมีปัญญาหามันได้) เป็นค่าค่าเดียว ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะหามันด้วยวิธีใดก็ควรจะได้ตัวเลขเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดของข้อมูลและสมมติฐาน เรามักประเมินมันออกมาให้เป็น ช่วง มากกว่าจะฟันธงเป็นตัวเลขเดียว เหมือนอย่างที่กูรูหลาย ๆ ท่านบอกไว้

[ประเด็นนี้อาจเข้าใจมากขึ้น หากอ่านเรื่อง "นักลงทุนขงเบ้ง" ในหนังสือ แต้มต่อในตลาดหุ้น]

กล่าวโดยสรุปก็คือ ในสถานการณ์ที่ดอกเบี้ยถูกกดลงมามาก ๆ เช่นนี้ การประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีคิดลด ควรเพิ่มความระมัดระวัง

และส่วนที่น่าหนักใจสำหรับเรื่องนี้อยู่ตรงที่ว่า textbook ส่วนใหญ่แม้จะเป็นของต่างประเทศก็ยังไม่ครอบคลุมถึงประเด็นนี้ เพราะส่วนมากเป็นตำราที่ตีพิมพ์มาในยุคก่อน ๆ

วันจันทร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

กับดักงบประมาณ


"งบประมาณ" เป็นสิ่งที่เราควรใส่ใจอยู่เสมอ

เมื่อท่านกำลังตัดสินใจควักเงินซื้อข้าวของบางอย่าง ผู้ขายมักพยายามชักชวนให้ท่านจ่าย "แพงกว่า" งบประมาณที่มีอยู่ เช่น สมมติท่านอยากซื้อเครื่องออกกำลังกายด้วยงบ 2 หมื่นบาท สุดท้ายมักไปจบที่ 3-4 หมื่นบาท หรืออาจจะมากกว่านั้น พร้อมกับเหตุผลดี ๆ ที่ทำให้ท่านละเมิดงบประมาณของตนเอง


เหตุผลดี ๆ


เหตุผลจูงใจที่พบบ่อย คือ เรื่องสุขภาพ โดยพนักงานขายมักชี้ให้ท่านเห็นว่า สุขภาพของเราสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด (โดยเฉพาะเงินทอง) ดังนั้น ท่านควรจ่ายแพงขึ้นอีกหน่อยเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องออกกำลังกาย เครื่องกรองน้ำ เครื่องสำอาง หรือเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น ทั้งที่จริงท่านเองก็ไม่แน่ใจว่า สินค้ายี่ห้อหรือรุ่นถัดลงมาที่มีราคาถูกกว่าจะทำร้ายสุขภาพของท่าน หรือมันแค่เพียง "เทพ" น้อยกว่ากันอีกนิด

เหตุผลยอดฮิตอันต่อมา คือ เรื่องความคุ้มค่า พนักงานขายมักไม่ปฏิเสธหากสินค้าของเขามีราคาแพงกว่าคู่แข่งจริง ๆ แต่พวกเขามักหยิบยกความคุ้มค่าในระยะยาวขึ้นมาต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการดูแลรักษาที่ต่ำกว่า ค่าซ่อมแซมที่น้อยกว่า หรือบริการที่รวดเร็วกว่า ซึ่งหลาย ๆ เรื่องก็พิสูจน์ได้ยาก หรือกว่าจะพิสูจน์ได้ (ว่าไม่จริง) ท่านก็จ่ายเงินไปนานโขหรือจนพ้นระยะรับประกันไปเรียบร้อยแล้ว

เหตุผลยอดนิยมอันสุดท้าย (ที่ไม่ถูกหลักสักเท่าไหร่) คือ มันผ่อนได้!! ประเด็นนี้เป็นวิธีคิดที่ไม่ค่อยจะเข้าท่านักในสายตาของผม เพราะแม้การผ่อนจะช่วยให้ท่าน "มีปัญญาจ่ายได้" แต่สุดท้ายเราก็ต้องจ่ายจำนวนเงินทั้งหมดอยู่ดี ไม่ว่าจะเร็วหรือช้าอย่างไร แถมยังเป็นจำนวนเงินที่เกินไปกว่างบประมาณที่ตั้งเอาไว้แต่แรกด้วย

พูดง่าย ๆ ก็คือ มันทำให้เรา "มีปัญญาจ่ายในสิ่งที่ไม่ควรจ่าย" และที่ไม่ควรจ่ายก็เพราะว่าที่จริงแล้วมันแพงเกินไปสำหรับเรา


หลุดพ้นจากกับดัก


หลายท่านมีสโลแกน "เต็มที่กับชีวิต" หรือ "ชีวิตของเรา ใช้ซะ" ซึ่งผมคงไม่ต่อต้าน เพียงแต่เห็นว่าถ้าคนเรา เต็มที่ กับทุกสิ่งทุกอย่าง (โดยเฉพาะเรื่องเงิน) อนาคตก็คงจะไม่สบายเท่าไหร่นัก อย่าลืมว่าสำหรับคนส่วนใหญ่แล้วเงินเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด และช่วงเวลาของการหาเงินก็มีจำกัดด้วยเช่นกัน บางทีอาจต้องเลือกว่าจะเต็มที่กับอะไรและเมื่อไหร่บ้าง

นั่นคือเหตุผลที่เราควรกำหนดงบประมาณเวลาจะไปซื้อของ โดยเฉพาะของชิ้นใหญ่ พร้อมทั้งมีเทคนิคที่จะผ่านพ้นกับดักต่าง ๆ ด้วย

เทคนิคแรก ได้แก่ การตั้งงบประมาณให้ต่ำกว่างบจริงเล็กน้อย

ตัวอย่างเช่น หากตั้งใจซื้อเครื่องกรองน้ำในราคา 8,000 บาท ลองบอกพนักงานขายว่าท่านมีงบ 6,000 บาท บางทีท่านอาจแปลกใจว่าไป ๆ มา ๆ สุดท้ายหวนกลับไปจบที่ 8,000 บาทได้ยังไงก็ไม่รู้

เทคนิคที่สอง คือ ให้ซื้อในการเลือก "ครั้งที่สอง" เท่านั้น

ความหมายก็คือ ท่านไปดูสินค้าครั้งแรกเพื่อเก็บข้อมูลและเปรียบเทียบ จากนั้นก็กลับไปคิดทบทวน ปรึกษาครอบครัวหรือเพื่อนฝูง แล้วค่อยกลับไปชี้ตัวและจ่ายเงินในการเดินห้างครั้งที่สอง วิธีนี้ทำให้เราสามารถคิดอย่างถ้วนถี่และลดการซื้อตามอารมณ์ไปได้มาก รวมทั้งทำให้อิทธิพลของพนักงานขายลดลงไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรปล่อยให้ยืดเยื้อไปถึงการเดินห้างครั้งที่สาม เพราะการซื้อของท่านจะมีต้นทุนทางเวลาที่สูงเกินไป ควรเอาเวลาไปทำอย่างอื่นบ้าง นอกจากนี้การลังเลมาก ๆ อาจเป็นสัญญาณว่า ที่จริงแล้วท่านอาจไม่จำเป็นต้องซื้อมันเลยก็ได้

เทคนิคที่สาม คือ การคิดเสมือน

การคิดเสมือนในที่นี้คล้ายคลึงกับการวิเคราะห์แบบ "what if" ซึ่งมี 2 ระดับ

ระดับแรกเป็นการคิดว่า ถ้าเราไม่มีหรือไม่ได้ซื้อของชิ้นนี้ ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร การคิดเสมือนในลักษณะนี้เป็นการทำให้เราเห็นโลกในอีกมุมหนึ่ง บ่อยครั้งมันทำให้เราสามารถจำแนกความอยาก (want) กับความจำเป็น (need) ออกจากกันได้

ส่วนระดับที่สองเป็นการคิดว่า ถ้าต้องจ่ายเต็มราคาในวันนี้ (ไม่ผ่อน) ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร ถ้ารู้สึกว่าลำบากหรือเริ่มต้องบีบตัวเองมาก ๆ บางทีสินค้านั้นอาจจะแพงเกินไป

เทคนิคสุดท้าย คือ การมุ่งเน้นที่รายจ่ายก้อนใหญ่

สมมติท่านมีรายการข้าวของที่ต้องซื้อ 3-4 อย่างในเวลาไล่เลี่ยกัน และรู้สึกว่าการ "รัดเข็มขัด" กับทุกสิ่งทุกอย่างทำให้ชีวิตแร้นแค้นจนเกินไป ขอให้หันมาใส่ใจเป็นพิเศษกับรายการใหญ่

ตัวอย่างเช่น ท่านกำลังจะซื้อรถเก๋ง เครื่องซักผ้า และหม้อหุงข้าว สังเกตว่ารถเก๋งรุ่น ท็อป กับ รองท็อป มีราคาแตกต่างกันในหลักหมื่น ขณะที่เครื่องซักผ้าอาจจะแตกต่างกันในหลักพัน ส่วนหม้อหุงข้าวอาจแตกต่างกันในหลักร้อย การมุ่งเน้นควบคุมตัวเองเวลาที่เลือกซื้อรถเก๋งน่าจะเป็นความพยายามที่ให้ผลมาก และเมื่อทำได้สำเร็จ ท่านก็จะมีเงินเหลือไปซื้อของอื่น ๆ ที่มีคุณภาพดีขึ้นได้


ใช้เงินอย่างฉลาด


การใช้เงินอย่างฉลาดไม่ได้แปลว่า "ไม่ใช้" หรือ "ใช้ให้น้อยที่สุด" แต่หมายถึงว่า เราจะใช้ในสิ่งที่จำเป็น จ่ายไม่ต้องมากแต่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ และทำให้ยั่งยืนในระยะยาว ไม่ใช่บีบคั้นจนต้องกินอยู่อย่างอนาถา มีเงินเป็นเจ้านาย ขณะเดียวกันก็ไม่ฟุ่มเฟือยกินอยู่เกินฐานะ นี่เป็นเหตุผลที่ควรมีการวางงบประมาณเมื่อจะใช้จ่ายเงิน

แนวคิดทุนนิยมแบบฝรั่งมักเน้นการบริโภค คือ ยิ่งบริโภคมากก็ยิ่งเกิดความพึงพอใจ แต่ที่จริงแล้วผมคิดว่าคนเราบริโภคตามสมควร เหลือเก็บตามสมควร และแบ่งปันตามสมควร ชีวิตน่าจะมีความสุขมากกว่าครับ

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

Frozen Capital


นักลงทุนรายย่อยจำนวนไม่น้อยมีนิสัยร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ พวกเขาไม่ชอบขายหุ้นที่กำลังขาดทุน

การขายหุ้น "ทำกำไร" ส่งผลให้เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจ ขณะที่การขายขาดทุนทำให้คนรู้สึกด้อยค่าและเป็นผู้แพ้ ... อย่างไรก็ตาม นี่คือมุมเดียวในแง่ของจิตวิทยา ซึ่งสอดคล้องกับวลีฮิตของแมงเม่าที่บอกว่า "ไม่ขาย ไม่ขาดทุน" แต่ความจริงแล้วนักลงทุนควรมองในมุมของตัวเงินด้วยว่า พฤติกรรมเช่นนี้จะส่งผลกระทบในระยะยาวอย่างไร


เงินทุนแช่แข็ง


Frozen Capital หรือ เงินทุนแช่แข็ง เป็นแนวคิดที่อธิบายผลลัพธ์จากการเก็บหุ้นที่ยังขาดทุนเอาไว้และขายหุ้นที่มีกำไรออกไป ในกรณีของหุ้นที่ไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหวและยังคงเท่าทุน นักลงทุนมักตัดสินใจเก็บเอาไว้ก่อนเพื่อรอลุ้นต่อไป สรุปได้ว่าการตอบสนองของนักลงทุนในแต่ละกรณีจะเป็นดังนี้

กำไร => ขาย
เท่าทุน => ถือไว้
ขาดทุน => ถือไว้

ในกรณีที่เราถือหุ้นไว้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ถือว่าเงินทุนก้อนนั้นถูก "frozen" หรือ แช่แข็ง ไม่สามารถเอาไปซื้อหุ้นตัวอื่นหรือทำอะไรอย่างอื่นได้ ส่วนกรณีที่หุ้นมีกำไรและถูกขายออกไป เราจะถือว่าเงินทุนก้อนนั้นถูก "unfrozen" หรือ ละลายน้ำแข็ง เงินทุนดังกล่าวจึงสามารถเอาไปซื้อหุ้นตัวใหม่ ๆ ได้

หากแต่ละกรณีข้างต้นมีความเป็นไปได้พอ ๆ กัน ความน่าจะเป็น ที่เงินทุนจะถูกแช่แข็งจึงเท่ากับ 2/3 ขณะที่ความน่าจะเป็นที่เงินทุนจะเอาไปลงทุนใหม่ได้อย่างอิสระจะเท่ากับ 1/3 เพราะฉะนั้นสมมติผมเริ่มต้นด้วยการสุ่มซื้อหุ้น 9 ตัว ก็มีความเป็นไปได้ที่หุ้นเหล่านั้นจะมีกำไร 3 ตัว เท่าทุน 3 ตัว และขาดทุน 3 ตัว ตามภาพ


สังเกตว่ามีเฉพาะหุ้น "3 ตัวบน" ที่มีกำไรอยู่เท่านั้นที่นักลงทุนจะขายทำกำไร แล้วเอาเงินไปเวียนซื้อหุ้นตัวอื่นต่อไป ส่วนหุ้น "6 ตัวล่าง" จะเป็นส่วนที่ถูกแช่แข็งเอาไว้ ... นี่คือ หนึ่งรอบระยะเวลาการลงทุน ซึ่งอาจจะเป็น 1 สัปดาห์, 1 เดือน หรืออะไรก็แล้วแต่

สมมติเราก้าวเข้าสู่รอบการลงทุนที่ 2 เงินก้อนที่เป็น unfrozen (3 ตัวบนในภาพก่อน ที่เป็นกล่องสีเขียว) จะถูกนำไปลงทุนในหุ้นตัวใหม่ 3 ตัวเช่นเดิม ขณะเดียวกันเงินทุนที่ถูก frozen (6 ตัวล่างในภาพก่อน) ก็จะยังคงถือเพื่อรอลุ้นต่อไป


รอบการลงทุนที่ 2


หลายท่านที่ลงทุนมานานคงทราบดีว่า การลดลงของราคาหุ้นสามารถเป็นได้ทั้งแบบชั่วคราวและแบบที่เป็นขาลงยาว ดังนั้น เมื่อเราจัดกลุ่มหุ้นตามการเคลื่อนไหวของราคาล่าสุด หุ้นในกลุ่มที่ "เพิ่งร่วง" ลงมาหมาด ๆ ก็น่าจะมีโอกาส "ลงต่อ" มากกว่ากรณีที่เราจัดกลุ่มหุ้นแบบสุ่ม

นอกจากนี้ต่อให้หุ้นในกลุ่มดังกล่าวมีการปรับตัวสูงขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังไม่แน่ว่ามันจะสูงกว่า ราคาทุน ที่นักลงทุนซื้อมาหรือไม่ ซึ่งหากยังไม่สามารถกลับไปเท่าทุนได้ นักลงทุนจำนวนมากก็มักลังเลที่จะขายขาดทุน และอาจกล่าวได้ว่า หุ้นกลุ่มที่เคยขาดทุนมาในรอบการลงทุนแรก น่าจะมีความน่าจะเป็นที่จะถูก frozen ต่อไปสูงยิ่งกว่าเดิมในรอบที่สองนี้


ในทางกลับกันการถือหุ้นที่เคยปรับตัวสูงขึ้นมาในการลงทุนรอบแรก ก็ควรมีโอกาสได้กำไรสูงขึ้นกว่าเดิมด้วยเช่นกัน เพราะหุ้นดังกล่าวจะมีบางตัวที่อยู่ในขาขึ้นระยะยาว แต่เนื่องจากนักลงทุนมีการ "ขายหุ้นทำกำไร" และซื้อหุ้นชุดใหม่เข้ามา ทำให้ทุกอย่างถูก reset และกลับไปสู่ผลลัพธ์แบบสุ่ม


ในส่วนของหุ้นที่เคยเท่าทุนมาในรอบแรก หุ้นกลุ่มนี้ยังไม่มีแนวโน้มที่ชัดเจนไปในทางขาขึ้นหรือขาลง ดังนั้น ผลลัพธ์แบบสุ่มจึงเป็นสิ่งที่เราสามารถคาดหวังได้เช่นเดียวกัน


เมื่อประมวลผลลัพธ์ของหุ้นทุกกลุ่มดังภาพด้านล่างแล้ว เราจะเห็นว่า กล่องสีเขียว ซึ่งเป็นส่วนของเงินทุนที่ไม่ถูกแช่แข็ง จากรอบแรกที่มี 3 กล่อง กลับลดลงเหลือ 2 กล่องครึ่ง เมื่อผ่านมาถึงรอบที่สอง และแน่นอนว่าเมื่อผ่านไปหลาย ๆ รอบ ส่วนของเงินทุนที่ไม่ถูกแช่แข็งก็ยิ่งมีแต่จะลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากความไม่สมมาตรในฝั่งของหุ้นที่กำไรและที่ขาดทุน


ทั้งหมดนี้เป็นการอธิบายแนวคิดแค่หยาบ ๆ โดยใช้ "กล่อง" เป็นตัวแทนของหุ้น (หรือเงินทุน) โดยยังไม่ได้เข้าไปแตะรายละเอียดเรื่องกำไร/ขาดทุนรายตัวหุ้น เพียงแต่ในขั้นต้นนี้ต้องการจะให้ท่านเห็นว่า พฤติกรรมที่ขายหุ้นกำไรและเก็บหุ้นขาดทุน จะทำให้เงินทุนของท่านถูกแช่แข็ง และส่งผลให้เกิดการขาดทุนในท้ายที่สุด

ท่านที่เคยเข้าร่วมกิจกรรม "คุยหุ้นตรงจุด หยุดขาดทุน" จะได้ยินผมเล่าให้ฟังถึงต้นเหตุสำคัญของการขาดทุนหุ้น นั่นคือ "Bad" ที่มีอยู่ด้วยกัน 3 ตัว ได้แก่

1) Bad Company
2) Bad Price
3) Bad Reaction

เรื่องของ Frozen Capital ที่ผมพยายามอธิบายในที่นี้เป็นส่วนของ Bad ตัวที่สามนั่นเอง สำหรับการตอบสนองแย่ ๆ อื่นก็อย่างเช่น การซื้อหุ้นถัวเฉลี่ยขาลง ซึ่งผมเคยกล่าวถึงไปแล้วในบทความที่ชื่อ "เรขาคณิตของการเจ๊งหุ้น" นั่นเอง


ทำโมเดลเพื่อดูผลลัพธ์


สิ่งหนึ่งที่ต้องออกตัวก็คือ ผมเป็นนักคิดโมเดล (Modeller) มากกว่าที่จะเป็นนักวิจัย (Researcher) ดังนั้น ตัวเลขที่ผมใช้ต่อไปนี้จึงเป็นการ "สมมติ" ขึ้นมาให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ไม่ได้มาจากการเก็บข้อมูลอันยาวนานแบบนักวิชาการ พูดง่าย ๆ คือ ผมชอบสังเกตธรรมชาติ (โดยเฉพาะในโลกการลงทุน) และอธิบายมันออกมา มากกว่าจะวิจัยเพื่อทำวิทยานิพนธ์




ในภาพนี้เป็นผลจากการทำโมเดล โดยทดลองดูว่าหากเริ่มต้นด้วยการลงทุน 1 บาท และเลือกขายเฉพาะหุ้นที่มีกำไรหลังจากครบ 1 เดือน เพื่อนำไปซื้อหุ้นตัวใหม่ แผนภาพด้านขวาแสดงให้เห็นว่า เงินทุนที่ถูกแช่แข็งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสัดส่วนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบจะเรียกว่า สุดท้ายแล้วทั้งหมดก็คงจะถูกแช่แข็ง (ติดดอยทั่วทั้งพอร์ต)

สังเกตว่า วงสีส้ม แสดงตัวเลข 1) ความน่าจะเป็นที่หุ้น unfrozen จะรักษาสถานะ unfrozen เอาไว้ และ 2) ความน่าจะเป็นที่หุ้น frozen จะเปลี่ยนสถานะกลับไปเป็น unfrozen ซึ่งเห็นว่าในแต่ละเดือนที่ผ่านไป โอกาสที่หุ้น frozen จะฝืนกลับมาเป็น unfrozen จะยิ่งยากขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนอย่างที่พูดถึงไปแล้วข้างต้น

ขณะที่ วงสีม่วง แสดงให้เห็นว่าผมยังไม่ได้นำเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงจากผลกำไรขาดทุนเข้ามารวมด้วย ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดความซับซ้อนตั้งแต่ในขั้นตอนแรก การที่เปอร์เซ็นต์กำไร/ขาดทุนถูกเซ็ตให้เป็นศูนย์ ส่งผลให้ค่าเงินทุนคงเหลือ หรือ Remaining Capital ในคอลัมน์ F ยังคงมีค่าเป็น 1.0000 ตลอดระยะเวลาลงทุน เหมือนกับตอนเริ่มแรก


เมื่อรวมผลจากกำไรขาดทุน...


หลังจากที่เห็นทิศทางการเปลี่ยนสถานะของเงินในพอร์ตแล้ว เราลองมาดูกันว่าหากรวมผลจากกำไรขาดทุนเข้าไปด้วย อะไรจะเกิดขึ้น

เพื่อความแฟร์ ผมสมมติว่าหุ้นที่มีกำไร (unfrozen) จะให้ผลตอบแทน +1.0% ต่อเดือน ขณะที่หุ้น frozen จะมีทั้งหุ้นที่เท่าทุน (+0.0%) และหุ้นที่ขาดทุน (-1.0%) ซึ่งเฉลี่ยแล้วก็น่าจะให้ผลตอบแทนรวมกัน -0.5% ต่อเดือน


ในแง่ของสัดส่วน Frozen Capital ผลลัพธ์อาจมองไม่เห็นความแตกต่างมากมายนัก แต่ถ้าดูที่ เงินทุนคงเหลือ (Remaining Capital) ในคอลัมน์ F จะพบว่ามันลดลงต่ำกว่า 1.0000 โดยเมื่อผ่านไป 12 เดือน เงินทุนจะเหลือ 0.9908 หรือหายไปประมาณ 1% และเมื่อผ่านไป 60 เดือน เงินทุนจะเหลือเพียง 0.8402 หรือขาดทุนไปราว 16%

ผลลัพธ์นี้ไม่ถือว่าน่าแปลกใจ เพราะการ "แช่เงิน" เอาไว้ในโซน Frozen เท่ากับว่าเงินส่วนใหญ่ของเรากำลังได้รับผลตอบแทนติดลบ (-0.5%) และแม้หุ้นที่มีกำไรจะทำผลตอบแทนเป็นบวก (+1.0%) แต่มันก็ถือเป็นส่วนน้อยของพอร์ต แถมยังเป็นสัดส่วนที่น้อยลงเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไปอีกด้วย

สถานการณ์จริงจะเลวร้ายยิ่งกว่านี้ หากเรารวมค่าคอมมิชชันในการซื้อขายหุ้นแต่ละรอบเข้าไปด้วย ทั้งนี้เงินทุนในส่วนที่เป็น Frozen จะได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย เพราะหลังจากที่ถูกแช่แข็ง (ติดดอย) แล้ว เราก็ไม่ได้ขายหุ้นอีก ค่าคอมมิชชันเฉลี่ยในระยะยาวจึงถือว่ามีผลกระทบน้อยมาก ขณะที่เงินทุนส่วนที่เป็น Unfrozen จะต้องถูกหักกำไรไปทุกครั้งที่มีการซื้อขาย ดังนั้น หากถือว่าค่าคอมมิชชันอยู่ที่ 0.25% เมื่อคิดไป-กลับ ก็เท่ากับว่ากำไรจะลดลงจาก 1.0% เหลือ 1.00 - 0.25 - 0.25 = 0.50%


ผลก็คือ เมื่อผ่านไป 60 เดือน เงินทุนจะเหลือเพียง 0.8054 หรือขาดทุนไปราว 19.5% ซึ่งหนักกว่าเดิมเสียอีก


แค่ Bad ตัวเดียว!


ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ต้นเหตุสำคัญของการขาดทุนมี 3 ตัว และเรื่อง Frozen Capital ก็เป็นเพียง Bad แค่ตัวเดียว แต่ถึงกระนั้นก็ยังสร้างปัญหาได้มาก ... ไม่อยากคิดเลยว่า ถ้าเราเจอ Bad อีก 2 ตัว (คือ เลือกหุ้นผิดตัว และ ซื้อผิดราคา) จะหายนะได้มากมายเพียงใด

หวังว่าทุกท่านคงได้แนวคิดดี ๆ สำหรับเรื่อง Frozen Capital กันนะครับ ส่วนการซื้อหุ้นให้ถูกตัว ถูกราคา ท่านสามารถศึกษาด้วยตนเองจากตำรา หรือเรียนลัดจากคอร์สหุ้นน้ำดีได้ตามอัธยาศัย

วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ทุบสถิติ สู้! เพื่อความฝัน

เรื่องจริงอย่างหนึ่งของชีวิต คือ บ่อยครั้งคนที่เข้ามาฆ่า "ความฝัน" ของเรากลับกลายเป็นคนที่รักและหวังดีต่อเรานั่นแหละ
ถ้าเราบอกว่าอยากเปิดร้านกาแฟ พวกเขาจะบอกว่านี่เป็น red ocean เปิดไปก็เจ๊ง หรือถ้าเราบอกว่าอยากทำอพาร์ตเมนต์ พวกเขาจะบอกว่าต้องมีเงินทุนเป็นสิบล้าน กู้แบงก์ก็ยาก ไหนจะต้องหาคนเช่าอีก อย่าทำเลย
ที่จริงคนเหล่านี้ไม่ได้ผิด เพราะถ้าคิดตาม "หลักสถิติ" โอกาสรวยอาจมีเพียงแค่หนึ่งในห้าหรือหนึ่งในสิบ ที่เหลือคือเจ๊ง ... แต่ถึงกระนั้นผมก็อยากให้ข้อคิดบางอย่างไว้
หากทุกคนมองหลักสถิติแล้วไม่ลงมือทำอะไรเลย ในโลกนี้คงไม่มีคนที่ประสบความสำเร็จ และที่สำคัญสถิติที่ยกมานั้นมักจะเป็นสถิติประเภทเหมารวม ซึ่งอาจไม่ใช่สิ่งที่เราจะเผชิญจริง ๆ ก็ได้
สนามฟุตบอลขนาดมาตรฐานมีความยาวเส้นหลังประมาณ 70 เมตร ส่วนประตูฟุตบอลมีความกว้างประมาณ 7 เมตร หากคุณเตะลูกฟุตบอลให้ข้ามเส้นหลังไป "แบบมั่ว ๆ" โอกาสเตะเข้าประตูจะมีเพียง 10 เปอร์เซ็นต์

ในทางตรงข้ามหากคุณไม่เตะมั่ว แต่ว่าตั้งใจเตะโดย "เล็ง" ไปที่ประตู ... พอจะตอบได้ไหมครับว่า โอกาสเตะเข้าประตูจะมากหรือน้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์!?
แน่นอนว่าจะต้องมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์แหง ๆ
นี่คือตัวอย่างของสถิติแบบ ไม่เหมารวม เป็นการคำนวณความเป็นไปได้โดยที่ระบุเงื่อนไขเอาไว้ (ในที่นี้เงื่อนไขคือ ให้เล็งไปที่ประตู) ความจริงหากคุณเคยเรียนวิชาสถิติและอยากย้อนกลับไปปวดหัวสัก 2-3 วินาที สิ่งนี้เรียกว่า Conditional Probability นั่นเอง
ย้อนกลับมาที่ความฝันของเราบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกิจ การลงทุน หรืออะไรก็ตาม เวลาประเมินโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ เราต้องคิดอยู่บนฐานของสิ่งที่เรากระทำ ถ้าเราได้ศึกษาและเตรียมพร้อมสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคนทั่วไป "โอกาส" ของความสำเร็จย่อมสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป นี่คือตัวอย่างของการพยายามค้นหา "แต้มต่อ" ที่จะช่วยส่งเสริมเป้าหมายในชีวิต
เตือนตัวเองเอาไว้นะครับ ความหวังดีเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่อย่าปล่อยให้ความหวังดีที่อยู่บนฐานของ ค่าเฉลี่ยแบบเหมารวม ของใคร ๆ มาหยุดยั้งความฝันของเรา

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ข้อคิดจากไดเมียว


ประเทศญี่ปุ่นในสมัยโทคุงาวะ (ค.ศ. 1600-1868) โชกุน ปกครองเจ้าผู้ครองแคว้นต่างๆ ด้วยกลยุทธ์ที่น่าจะเป็นข้อคิดให้กับมนุษย์เงินเดือนในยุคปัจจุบันนี้

สิ่งที่โชกุนทำก็คือ กระจายอำนาจสู่ ไดเมียว ให้เป็นผู้ปกครองแคว้น แต่ขณะเดียวกันก็ใช้วิธี "ตัดแขนตัดขา" ในทางเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กัน โดยการทำให้ไดเมียวมีรายจ่ายมากๆ ... พูดง่ายๆ ก็คือ ยอมให้มีอำนาจ แต่ไม่มีเงิน!

นอกจากจะต้อง "ถลุงเงิน" สร้างสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ทำถนน สร้างสะพาน ฯลฯ ในแคว้นของตนเองแล้ว ไดเมียวยังต้องเดินทางมายังเอโดะ (เมืองหลวงซึ่งก็คือโตเกียวในปัจจุบัน) เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อโชกุนเป็นประจำอีกด้วย ในการเดินทางแต่ละครั้งไดเมียวต้องเสียค่าใช้จ่ายมหาศาล ไหนจะเลี้ยงดูบริวาร ไหนจะเตรียมของที่ระลึกแพงๆ แถมของที่ระลึกนี้จะให้แก่โชกุนคนเดียวก็ไม่ได้ ต้องเตรียมเผื่อข้าราชการผู้ใหญ่ๆ อีกเป็นจำนวนมาก



มิหนำซ้ำด้วยนโยบายที่ให้ไดเมียวปลูกบ้านไว้ที่เมืองหลวง (ทำนองว่าเป็นตัวประกัน) เมื่อเดินทางมาถึงไดเมียวก็ต้องมาเยี่ยมเยียนลูกเมีย และแน่นอนว่าบรรดาภรรยานั้นต่างก็แข่งกันใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย เพื่อไม่ให้เสียหน้าสามีที่เป็นไดเมียว

ผมอยากเปรียบเทียบว่า "มนุษย์เงินเดือน" ในยุคปัจจุบันดูไปก็ไม่ต่างอะไรจากไดเมียวเหล่านี้ มนุษย์เงินเดือนจำนวนมากดูโอ่อ่า แต่งตัวดี มีรถขับ แต่ไม่มีเงิน หรืออันที่จริงพวกเขาอาจจะพอมีเงินบ้าง แต่เงินนั้นก็มี "ที่ไป" เรียบร้อยหมดแล้ว...

ไดเมียวต้องสร้างถนนสร้างสะพาน
- มนุษย์เงินเดือนต้องผ่อนบ้านผ่อนรถ

ไดเมียวต้องเตรียมของที่ระลึกแพงๆ ให้โชกุน
- มนุษย์เงินเดือนต้องหาของกินของใช้แพงๆ ให้ตัวเอง

ไดเมียวต้องหาเงินมาให้เมียถลุงเพื่อเอาหน้า
- มนุษย์เงินเดือนถลุงเองเพื่อโชว์ฐานะ

แต่ไม่ว่าจะเหมือนหรือต่างกันอย่างไร บทสรุปก็คือ ไดเมียวขัดสนเงินทองจนไม่สามารถลุกขึ้นมาแข็งข้อกับโชกุนได้ ส่วนมนุษย์เงินเดือนก็ไม่สามารถลุกขึ้นมาตั้งตัวได้ และต้องทำงานประจำไปตราบจนชั่วชีวิต

อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตของผม คือ ไดเมียวถูกบังคับโดยโชกุน แต่มนุษย์เงินเดือนนั้นทำตัวเอง

หมายเหตุ
เนื้อหาส่วนหนึ่งเรียบเรียงจากหนังสือ ประวัติอารยธรรมญี่ปุ่น ของ รศ.พิพาดา ยังเจริญ
ภาพประกอบจากบล็อก Marky Star

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2558

พิชิตใจพ่อแม่ - พิชิตตลาดหุ้น


ไม่นานมานี้ผมได้อ่านงานเขียนของคุณนวพล วิริยะกุลกิจ เรื่อง กลยุทธ์ 5 ชนะ ซึ่งลงไว้ในนิตยสารการเงินธนาคาร และเห็นว่ามีเนื้อหาดี ทั้งยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการลงทุนหุ้นเพื่อสร้างความมั่งคั่งได้อย่างน่าสนใจ

ส่วนของเดิมเป็นอย่างไร และผมจะเอามาประยุกต์ได้ว่าอย่างไร เราจะมาดูกันครับ


กลยุทธ์พิชิตใจพ่อแม่


ในบทความดั้งเดิมกล่าวถึงการ "สืบทอดธุรกิจ" จากรุ่นพ่อแม่ ซึ่งแน่นอนว่านอกจากรุ่นลูกจะต้องต่อสู้เพื่อชนะในธุรกิจแล้ว พวกเขายังต้องต่อสู้เพื่อเอาชนะใจพ่อแม่อีกด้วย กลยุทธ์เด็ดที่ผู้เขียนแนะนำมีอยู่ด้วยกัน 5 ข้อ ได้แก่

1. มองหางานสำคัญที่พ่อแม่ไม่ถนัด - วิธีนี้จะทำให้พ่อแม่ยอมรับความสามารถของเราได้ง่ายขึ้น ทั้งยังมีอิสระในการโชว์ฝีมือมากกว่าจะไป "เจาะ" ในส่วนที่พ่อแม่แกร่งทั่วแผ่นกันอยู่แล้ว

2. ไม่ตั้งเป้าหมายเริ่มแรกสูงเกินไป - การที่เราตั้งเป้าสูงแล้วทำไม่ได้อาจเป็นการส่งสัญญาณว่าเรายังอ่อนประสบการณ์และมีความมั่นใจเกินตัว การสะสมความสำเร็จเล็กๆ ให้บ่อยครั้ง แล้วจึงขยับเป้าขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นหนทางที่ดีกว่า

3. แสดงออกถึงความมุ่งมั่น - นี่เป็นค่านิยมสำคัญของคนรุ่นก่อน ถ้าเราทุ่มเทแล้วแต่ไม่สำเร็จ พ่อแม่อาจยอมรับได้ว่ามันยากจริง แต่ถ้าไม่ทุ่มเทตั้งแต่แรก ต่อให้สำเร็จเขาก็อาจมองว่า "ฟลุ้กมั้ง!?"

4. เปิดใจรับฟัง - การฟังเป็นการซื้อใจลูกน้องที่ถูกมาก ใน 1-2 ปีแรกของการสืบทอดธุรกิจเหมาะเป็นช่วงเวลาแห่งการรับฟังและเรียนรู้ของเดิม ไม่ใช่การรีบร้อนเปลี่ยนแปลง (ตรงนี้เป็นสิ่งที่คนหนุ่มสาวไฟแรงพลาดกันมาก)

5. รู้จักยืดหยุ่น - โดยเฉพาะในการทำงานร่วมกับผู้บริหารรุ่นพ่อแม่ บางองค์กรมีวัฒนธรรม "เลี้ยงคน" ด้วยความเอื้ออาทร เราอาจจำเป็นต้องลดความคาดหวังลงบ้าง และสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป


กลยุทธ์พิชิตตลาดหุ้น


ต่อให้ท่านไม่ใช่ทายาทธุรกิจ กลยุทธ์ 5 ข้อข้างต้นก็ยังมีประโยชน์อยู่ดี อย่างน้อยก็ในตลาดหุ้น








คนละเรื่อง... เดียวกัน


แม้สองเรื่องนี้ดูไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน แต่บางครั้งผมก็พบความขัดแย้งเรื่องหุ้นระหว่างพ่อแม่กับลูก เนื่องจากคนรุ่นก่อนมักมีภาพจำที่ไม่ค่อยดีกับตลาดหุ้น เช่น เคยเห็นข่าวคนกระโดดตึกหรือยิงตัวตายเพราะขาดทุนหุ้น ส่วนคนรุ่นใหม่ก็เด็กเกินกว่าจะเห็นวิกฤติหุ้นขั้นหายนะแบบปี 2540 และมีแต่ภาพจำของตลาดขาขึ้นอย่างยาวนาน

คำแนะนำของผมก็คือ ให้เอาฝั่งขวาของตารางมา manage ตัวเอง และเอาฝั่งซ้ายมา manage คุณพ่อคุณแม่

หวังว่าจะมีประโยชน์นะครับ

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ชีวิตใหม่หลังถูกเลิกจ้าง


หากพูดถึงการถูกเลิกจ้างหรือ Lay Off ผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านอาจคิดว่าเป็นเรื่อง "ไกลตัว" และคนที่ถูกเลิกจ้างนั้นน่าจะ "บังเอิญซวย" เหมือนกับการถูกสิ่งปฏิกูลของนกตกลงมาใส่หัว

ที่สำคัญสิ่งนี้คงไม่เกิดขึ้นกับเราง่ายๆ หรอกน่า!

ความคิดนี้ใกล้เคียงกับเรื่อง ปรากฏการณ์ขอบฟ้า ที่ผมเคยกล่าวถึง นั่นคือเราจะไม่มีวันเห็นหายนะที่รออยู่พ้นไปจากขอบฟ้า ไม่ว่ามันจะใหญ่โตมโหฬารเพียงใด ความเข้าใจอันฉาบฉวยและปราศจากการเตรียมรับมือส่งผลให้หลายคนเกิดอาการช็อก เมื่อรู้ว่าตัวเอง (หรือคนใกล้ตัว) ต้องพบเจอกับสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งที่จริงแล้วการถูกเลิกจ้างสามารถนำเราไปสู่ความยากไร้ หรือชีวิตบทใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิมก็ได้ ขึ้นอยู่กับการเลือกของตัวเราเอง


เศรษฐศาสตร์ของการจ้างงาน


ไม่ว่าท่านจะอยากเป็นลูกจ้างชั้นดีไปตลอดชีวิต หรือคิดจะพลิกบทบาทไปเป็นนายจ้างเข้าสักวัน ท่านควรเข้าใจเศรษฐศาสตร์ของการจ้างงานเสียก่อน จะได้รับมือกับ นายจ้าง/ลูกจ้าง ได้อย่างเหมาะสม

ตามมุมมองของทฤษฎีเกม การจ้างงาน จะเกิดขึ้นถ้าผลลัพธ์ของมันเป็นบวกต่อตัวบริษัท เช่น พนักงานสามารถผลิตสินค้า สร้างยอดขาย หรือดูแลระบบภายในบริษัทให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย หากต้นทุนของการจ้างงาน (ค่าจ้าง) ถูกกว่าผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้ มันก็มีความคุ้มค่าและการจ้างงานก็จะเริ่มขึ้น



เมื่อการจ้างงานเกิดขึ้นแล้ว ปัญหาที่ตามมาในแต่ละเดือน คือ บริษัทจะจ้างเราต่อไปหรือไม่? ตรงนี้เป็นสิ่งที่หลายท่านหลงลืม เพราะส่วนใหญ่แล้วเราก็จะรับเงินเดือนแล้วก้มหน้าทำงานต่อไป แต่ในความเป็นจริงที่บริษัทจ้างเราต่อเป็นเพราะว่า "ความคุ้มค่า" ของการจ้างงานนั้นยังคงมีอยู่ เขาจึงยังจ้างเราต่อไป

ในบางกรณีความคุ้มค่าอาจลดน้อยลง เช่น พนักงานได้รับการขึ้นเงินเดือนจนเริ่มมีค่าตัวแพงกว่าผลงานที่ทำได้ หรือพนักงานเริ่มออกอาการงอแงไม่อยู่ในระเบียบวินัย ทว่าบริษัทก็ยังคงเลี้ยงคนคนนั้นต่อไปอีก เพราะ ต้นทุนของการเลิกจ้าง (เช่น เงินชดเชย ค่าใช้จ่ายในการสรรหาและฝึกพนักงานใหม่ ชื่อเสียงของบริษัท ฯลฯ) มีสูง และยังไม่คุ้มที่จะแยกทางกันเดิน แต่เมื่อไรที่ความคุ้มค่าเกิดขึ้น การเลิกจ้างก็จะมาถึง



ด้วยมุมมองนี้ หากท่านทำประโยชน์ให้บริษัทได้มาก แถมยังมีต้นทุนการเลิกจ้างสูง เช่น ทำงานในตำแหน่งที่หาคนมาทดแทนได้ยาก หรือเป็นงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบริษัท ไม่ว่าจะเป็นงานขายที่ทำเงินให้บริษัทโดยตรง หรืองานหลังบ้านประเภทปิดทองหลังพระ โอกาสถูกเลิกจ้างก็น่าจะน้อยลง

อย่างไรก็ตาม ผมขอให้ข้อสังเกตว่าตัวแปรต่างๆ ในอสมการนี้มีบางอย่างที่เราควบคุมไม่ได้ บางครั้งเราทำงานดีเท่าเดิม แต่สภาพอุตสาหกรรมเปลี่ยนไป คุณค่าที่เป็นตัวเงินของผลงานเราอาจน้อยลงจนเกิดความไม่คุ้มค่าที่จะจ้างงานต่อ หรือมีกฎเกณฑ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นทำให้ต้นทุนการเลิกจ้างลดลง เช่น มีแรงงานหน้าใหม่ที่เก่งและไม่แพงไหลเข้ามาในระบบ หรือแม้แต่การที่บริษัทใจดีขึ้นเงินเดือนให้เรามากจนค่าตัวของเราแพงเกินไปเองก็ตาม ทั้งหมดนี้อาจส่งผลให้เราถูกเลิกจ้างได้

แต่อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ต้นล่ะครับ การถูกเลิกจ้างไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป


เรื่องเล่าของเพื่อนรักสี่คน


ในบริษัทแห่งหนึ่งมีวิศวกร 4 คนถูกเลิกจ้างในเวลาไล่เลี่ยกัน เนื่องจากพิษเศรษฐกิจ

สรพงศ์ เป็นคนที่เศร้าที่สุด เขารู้สึกมืดแปดด้านเพราะยังต้องผ่อนทั้งบ้านและรถ เงินเก็บก็แทบไม่มี ด้วยความกลุ้มอกกลุ้มใจเขาจึงกินเหล้าและเที่ยวเตร่แก้เครียด ได้แต่หวังว่าจะมีงานดีๆ วิ่งชนเข้ามาในอนาคต สภาพของเขาไม่หลงเหลือวี่แววของคนหนุ่มอนาคตไกลอย่างที่เคยเป็น

ขณะที่ สัญญา ทำใจรับสภาพ และตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นหลายอย่างเพื่อความอยู่รอด เขานั่งๆ นอนๆ อยู่กับบ้านด้วยความเบื่อหน่าย พร้อมกับร่อนจดหมายสมัครงานไปตามบริษัทต่างๆ และเดินทางไปมาเพื่อสัมภาษณ์งานอยู่หลายรอบ จนในที่สุดเขาก็ได้งานใหม่ ถึงแม้จะกินเวลาเกือบหนึ่งปีและได้รับเงินเดือนที่น้อยลงกว่าเดิมมาก แต่เขาก็คิดว่าสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ได้แค่นี้ก็ดีถมไปแล้ว

ในอีกด้านหนึ่ง สุวัฒน์ เชื่อว่าการเลิกจ้างนี้จะเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว ในมุมมองของเขาการรีบร้อนสมัครงานในช่วงเวลานี้ยากที่จะได้งานดีๆ เพราะบริษัทแต่ละแห่งต่างก็พยายามลดคนกันทั้งสิ้น ดังนั้น แทนที่จะรีบร่อนใบสมัครเหมือนกับสัญญา เขากลับถอยออกมามองภาพกว้างพร้อมกับวางเป้าหมายว่าจะต้องขึ้นไปเป็นผู้บริหารให้ได้หลังจากที่เศรษฐกิจฟื้นตัว และนี่ก็คือช่วงเวลาดีที่เขาจะ "อัพเกรด" ตัวเอง

สุวัฒน์มองหัวหน้าเก่าของเขาเป็นต้นแบบ เขาพบว่าทักษะที่จำเป็นต่อการก้าวขึ้นไปเป็นหัวหน้าคือ ความรู้เรื่องการบริหารจัดการและทักษะการนำเสนองาน นอกจากนี้ เขาสังเกตว่าบริษัทเดิมของเขาต้องติดต่องานกับบริษัทญี่ปุ่นอยู่บ่อยครั้ง การเรียนภาษาญี่ปุ่นในระดับเบื้องต้นอาจช่วยให้เขามีความโดดเด่นขึ้นมาได้ หลังจากคิดได้ดังนี้แล้วเขาก็เริ่มเรียนรู้และฝึกฝนตัวเองอย่างมีวินัย

เมื่อเวลาผ่านไปเกือบสองปี ตำแหน่งผู้บริหารระดับต้นเริ่มกลับมาเป็นที่ต้องการ สุวัฒน์ก็ได้รับข้อเสนอให้เป็นรองผู้จัดการฝ่ายผลิตของบริษัทอีกแห่งหนึ่งสมอย่างที่ตั้งใจ

ขณะที่เพื่อนรักสามคนกำลังสาละวนอยู่กับการเป็นลูกจ้าง สมบัติ ถือได้ว่าแตกต่างจากคนอื่น เพราะแทนที่จะมองหางานใหม่เหมือนกับเพื่อนๆ เขากลับนำเงินเก็บที่อดออมไว้ รวมกับเงินชดเชยจากการเลิกจ้าง มาเปิดกิจการของตัวเอง โดยรับวิศวกรจบใหม่มาฝึกงานและรับเหมาก่อสร้างเล็กๆ น้อยๆ กิจการของเขาดำเนินไปด้วยดีเนื่องจากค่าตัวของวิศวกรไร้ประสบการณ์ในขณะนั้นถือว่าถูกมาก นอกจากนี้ลูกค้าก็เชื่อถือฝีมือและความซื่อตรงของสมบัติและทีมงาน ทำให้บริษัทค่อยๆ เจริญขึ้นพร้อมกับเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว

ในความเห็นของเขา การถูก Lay Off เป็นการ "ช่วยตัดสินใจ" ให้เขาออกมาทำตามความฝันของตัวเอง เพราะถ้าไม่อย่างนั้นแล้วตัวเขาเองคงไม่กล้าออกมาทำกิจการส่วนตัวแบบนี้ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันในสายตาของเขา คือ การอดออมและเก็บเงินตั้งแต่เริ่มต้นทำงานพร้อมกับเพื่อนๆ ส่งผลให้เขามีเงินทุนในยามที่จำเป็น และมันก็คุ้มค่ากับความพยายามจริงๆ


คุณ ... คือ ใคร


เมื่อคนสี่คนตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน และตอบสนองกับมันแตกต่างกันไป นั่นนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่มีทางจะเหมือนกัน แล้วคุณคิดบ้างหรือไม่ว่า ถ้าเป็นคุณจะทำอย่างไร

จมปลักกับความมืดมนเหมือนกับ สรพงศ์ ?

คิดแค่ประคองตัวรอดเหมือน สัญญา ?

หรือใช้โอกาสนี้พัฒนาตัวเองอย่าง สุวัฒน์ ในจังหวะที่คนอื่นๆ กำลังทอดอาลัยกับโชคชะตา?

หรือว่าบางทีคุณอาจใช้จังหวะนี้ "เปลี่ยนชีวิต" ตัวเองเหมือนกับ สมบัติ ก็ได้

ชีวิตหลังถูกเลิกจ้างคือ ชีวิตใหม่ ทั้งสิ้น ชีวิตใหม่นี้อาจดีขึ้นหรือเลวลง หรือบางทีมันอาจเหมือนเดิม แต่ทั้งหมดนี้อยู่ที่การออกแบบของตัวเราเอง โปรดจำไว้ว่า การถูกเลิกจ้างอาจไม่ใช่สิ่งที่คุณเลือกได้ แต่ชีวิตหลังถูกเลิกจ้างนั้น คุณเป็นคนเลือกเองแน่นอน